จุดจอมฟ้า – อ.วรกุล

มิถุนายน 11, 2007

จุดจอมฟ้า  เป็นของโหราศาสตร์ที่ใช้ตำแหน่งปัจจัยทางดาราศาสตร์      การหาจุดจอมฟ้าเราต้องหาลัคนามาก่อน  ดังนั้น  หากหาลัคนาโดยใช้เวลานักษัตร ซึ่งสอดคล้องกับปฏิทินที่ใช้เวลานักษัตรเหมือนกันจะไม่มีปัญหา   การหาจุดจอมฟ้าก็ทำโดยการบวกองศาลัคนาด้วย  270 องศา และนิยมให้ค่าผิดพลาดราว 3 5 องศา (บวก/ลบ 3 องศา)   กรณีเกิดที่กรุงเทพ หรือที่ใดก็ไม่ต้องกังวล  เพราะเวลานักษัตร ณ ตำบลที่เกิด นั้นมาจากวงกลมฟ้าซึ่งใช้อ้างอิงอันเดียวกัน   หากเกิดที่กรุงเทพต่างเวลา(ฤดู  เดือน ฯลฯ) กัน  เวลานักษัตรจะแตกต่างกันเนื่องจากการแกว่งของแกนโลก  จึงเป็นผลให้จุดจอมฟ้าย่อมแตกต่างกันไปด้วย

     แต่ในกรณีที่บางท่านนำจุดจอมฟ้ามาใช้ในโหราศาสตร์ไทย  มักกำหนดตามเรือนภวจักร  ก็บวก 270 องศาเช่นกัน  แต่เป็นการใช้วงกลมสมมุติที่ลากผ่านตำบลเกิด  จึงต้องเข้าใจวงกลมสมมุติที่ลากผ่านที่ตั้งตำบลที่เกิดว่าไม่ใช่วงกลมที่เส้นศูนย์สูตร   หากคุณใช้วงกลมที่เส้นศูนย์สูตร  ก็จะงงเพราะแต่ละตำแหน่งบนพื้นโลกจะเบี่ยงเบนไปจากเส้นศูนย์สูตรไม่มากก็น้อย แต่วงกลมที่เส้นศูนย์สูตรก็ยังเบี่ยงเบนออกไปจากระนาบวงกลมที่ใช้เทียบเวลานักษัตร  แบบนี้ไม่ต้องให้ข้อผิดพลาด  และมักใช้เวลาอาทิตย์อุทัยท้องถิ่นมาหาลัคนา ซึ่งไม่ตรงกันตลอดทั้งปี จุดจอมฟ้าก็ยังคงแตกต่างไปตามลัคนาด้วยเช่นกันครับ

มหาทักษา -อ.วรกุล

มิถุนายน 11, 2007

โหราศาสตร์ไทยมีภาคหนึ่งที่สำคัญคือ มหาทักษา ซึ่งเป็นต้นวิชาใหญ่หลายวิชา ตลอดจนข้อมูลในมหาทักษาได้ถูกนำไปใช้ในวิชาโหราศาสตร์ไทยทั้งจันทรคติและสุริยคติอย่างกว้างขวาง พวกเรามักจะคุ้นเคยหรือผ่านมหาทักษากันมาแล้ว เนื่องจากมหาทักษาที่เราใช้อยู่เกี่ยวข้องกับระบบธาตุบนโลก ซึ่งกลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งรูปธรรมและนามธรรม จำนวนมากมายเกือบทั้งหมด ดังนั้น ศาสตร์และวิชาจำนวนมากของไทยเรา มักจะใช้มหาทักษากันเป็นพื้นฐาน รวมทั้ง ไสยศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี ที่ครอบคลุมเรื่องสีประจำวัน จำนวนนับ วัตถุ นามที่เรียกขาน และอีกหลายสิ่งหลายอย่าง จึงจำเป็นต้องเขียนถึงมหาทักษาบ้าง พอให้ต่อเรื่องไปยังดาวที่ใช้ในดวงชะตาได้

ธาตุและพลังงานที่ส่งจากดวงอาทิตย์นั้น มีหลายสาย สายหนึ่งเข้าสู่ระบบธาตุ (ภพ)ในจักรวาล ส่งผ่านเข้ามาในระบบธาตุ(ภพ)ในชั้นบรรยากาศ แล้วจึงเข้ามาสู่โลก ซึ่งเราอ้างอิงมาใช้ในระบบธาตุดวงชะตาราศีจักร ส่วนอีกสายหนึ่งจะส่งมากระทบกับโลกโดยตรง เป็นระบบธาตุ(ภพ)ในธรณี ซึ่งเป็นต้นตอของมหาทักษา ดังนั้นมหาทักษาจึงไม่ใช่ระบบธาตุในดวงชะตาโดยตรง หากธาตุไม่ว่าจากระบบใดเข้าสู่ดวงชะตา ก็จะถูกนำเข้าสู่กลไกของดวงชะตาเหมือนกันทั้งนั้น ควรทราบว่า ทักษาคู่ธาตุ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิชาโหราศาสตร์ใหญ่ที่ เรียกว่า มหาทักษา ซึ่งเดิมเป็นโหราศาสตร์จันทรคติระบบหนึ่งซึ่งตกทอดมาแพร่หลายและได้รับความนิยมทั่วไป มีภูมิปัญญาลึกซึ้ง ปัจจุบันแทบจะหาผู้สืบทอดได้ยากแล้ว การนำทักษาคู่ธาตุมาใช้ในดวงชะตา จึงทำให้เข้าใจผิดกันว่านั่นคือมหาทักษา

Read the rest of this entry »

มหาทักษา2 -อ.วรกุล

มิถุนายน 11, 2007

ในตอนนี้จะเอาเรื่องบางประการในทักษาคู่ธาตุที่เรานำมาใช้ประโยชน์ในดวงชะตามาดูกันต่อ

ตะวันออก

…….…….

เหนือ …………….. ใต้

…….…….

ตะวันตก

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

๑…….ธรณี…….๒

๖………………..๓

๘………………..๔

๕……(ธรณี)…..๗

เมื่อนำวงจรทักษามาสู่ตัวเราซึ่งอยู่บนธรณี ก็จะทำให้เปรียบเทียบได้กับทิศโดยสัมพัทธ์กับตัวเรา เรื่องทิศของภูมิในทักษาคู่ธาตุ เป็นเพียงเปรียบเทียบจากนามธรรมเท่านั้น เช่น คำว่า ทิศเหนือ ที่เป็นภูมิศุกร์นั้นหมายถึง ที่สูง ส่วน ทิศใต้ ที่เป็นภูมิพุธหมายถึง ที่ต่ำ ส่วน ทิศตะวันออก ที่เป็นภูมิจันทร์ หมายถึง จุดเริ่มต้น และ ทิศตะวันตก ที่เป็นภูมิพฤหัสหมายถึง จุดปลายทาง หรือสิ้นสุด ทิศเช่น ศุกร์ จึงมักจะหมายถึงน้ำฝน น้ำบริสุทธิ์ รวมถึงเทพเทวดาที่อยู่ในท้องฟ้า ส่วนพุธ มักจะหมายถึง น้ำในห้วยหนองคลองบึง รวมทั้ง มนุษย์ สัตว์ พืชพันธุ์และไม้ล้มลุกที่อยู่ในที่ต่ำ จันทร์ หมายถึง การเริ่มต้น เด็กๆ ผู้อ่อนเยาว์ พฤหัสหมายถึง ประสบการณ์ ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ เป็นต้น ซึ่งเรานำความหมายมาใช้ในดวงชะตาบ่อยๆ

ทิศของทักษาจึงมีเพียง 4 ทิศเท่านั้น เนื่องจากทิศเหล่านี้มีความหมายทางนามธรรม (ปรัชญา) ดังนั้น ทิศเฉียงต่างๆ เช่น ตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น จึงไม่ใช่เรื่องของทักษา แต่เป็นสิ่งที่เปรียบเทียบเมื่อนำทิศทั้งสี่คือ เหนือใต้ ออก ตก ทางปรัชญามาเทียบเคียงกับทิศทางภูมิศาสตร์ เมื่อเทียบทักษากับทิศในแนวนอนนั่นเอง แต่ในดวงชะตาเทียบทิศทางสุริยาตรเป็นแนวดิ่งกับตัวเรา ดังนั้น การเทียบทิศทางภูมิศาสตร์จึงใช้ไม่ได้ในดวงชะตา เช่น ศุกร์ในดวงชะตาไม่ใช่ทิศเหนือ เป็นต้น ขอให้สังเกตว่า โหราศาสตร์จันทรคติยึดถือจันทร์เป็นตะวันออก แทนที่จะเป็นอาทิตย์ เพราะยึดแนวการโคจรของจันทร์รอบโลกเป็นฐานของวงรอบ

เหตุที่เทียบทิศทางภูมิศาสตร์แล้วใช้ไม่ได้ เพราะทักษาคู่ธาตุตามปกติจะควงรอบแกนธรณี แนวตะวันออก - ตะวันตก เหมือนจานแบนของทักษาเอาทิศเหนือ (๖)ตั้งขึ้น ทำให้ทิศใต้ (๔)อยู่ข้างล่าง (เช่นเดียวกับดวงชะตาราศีจักรที่เอาสันของจานแบนดวงชะตาวงกลมตั้งขึ้นในแนวตะวันออก ตะวันตก เช่นกัน) ทำให้ทิศเหนือ (๖) นั้นเป็นที่สูง และทิศใต้ (๔) คือ ที่ต่ำตามความหมายเดิมได้ ในขณะที่ ภูมิตะวันออก – ตะวันตก ยังคงไม่เปลี่ยนทิศมากนัก และเมื่อเราหันไปทางตะวันออก แนวสุริยาตรหรือระวิมรรค (๑) จะอยู่เยื้องไปทางเหนือของเส้นศุนย์สูตรโดยประมาณ ในขณะที่ แนวตะวันออก ตะวันตกของจันทร์ หรือ ศศิมรรค ก็มีการแกว่ง ไม่ตรงกับแนวแกนธรณีเสียที่เดียวเนื่องจากโลก (ธรณี)มีการแกว่งรอบแกน แต่เราถือว่าแนวแกนโลกนั้นอยู่กับที่ แต่ข้อกำหนดเหล่านี้ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องมุมเรื่องทิศอะไรนัก เพราะภูมิทักษาไม่ได้เกิดจากการวัดมุม แต่เกิดจากนามธรรม เพียงแต่ให้ทราบเอาไว้เท่านั้น

นอกจากนั้น ในมหาทักษาของโหราศาสตร์จันทรคติเองยังมีการวางจุดเจ้าชะตา เช่นโหราศาสตร์ระบบอื่นเช่นกัน ดังนั้น การที่มักมีคนนำเอาทิศภูมิศาสตร์ว่าเป็นศรีบ้าง กาลกิณีบ้าง มาวางฮวงจุ้ย ดี-ร้าย แล้วเรียกว่า เป็นชัยภูมิระบบไทย จึงเป็นเรื่องไม่ถูกทั้งสิ้นทั้งในวิชามหาทักษาเองและวิชาชัยภูมิ นี่ดีที่ทิศต่างๆที่ใช้นั้น มีผลน้อยต่อดวงชะตา เนื่องจากการวางทิศ ดี ร้าย นั้น ควรต้องวางจุดเจ้าชะตาจากภูมิทักษาให้ถูกต้องก่อน ไม่ใช่มองจากโลก จุดเจ้าชะตานั้นเทียบได้กับทิศตะวันออก ยิ่งการกำหนดตัวอักษรตั้งชื่ออะไรจากวารเกิดยิ่งไม่ถูกใหญ่ เพราะถ้าสมมุติตัวอักษรวรรคที่ตั้งชื่อมีผลจริงๆ ก็จะต้องกำหนดจากจุดเจ้าชะตา ด้วยเช่นกัน มิฉะนั้น อาจจะนำเอาอักขระกาลกิณีมาตั้งเป็นชื่อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รวมทั้งการหันทิศบ้านหรือที่ทำงานอะไรก็อาจจะผิดได้ อาจจะหันเข้ากาลกิณีเข้าเต็มๆ เมื่อคิดจากเจ้าชะตา

Read the rest of this entry »

กลับมาจากการบวชแล้วครับ..

ทั้งธุดงก์กลางป่ามาสองอาทิตย์ ทีป่าจริงๆ ติดกับป่าเขมร(ห่างแค่สามสี่โล)
ที่ อำเภอบัวเชด วัดเขาศาลา ที่มีพื้นที่ป่าที่ยังเป็นป่าจริงๆ อยู่เป็นหมื่นไร่
ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิกลางป่าจริงๆ เต็มที่

แถมช่วงวันท้ายๆ ได้มีโอกาสขึ้น ฮ. ไปดูสภาพป่าทั้งหมด เพื่อถ่ายภาพและเก็บข้อมูลถวายป่าในพระราชินีอุปถัมภ์

ได้ภาพหนึ่งถ่ายจาก บน ฮ. ลงมาเห็นแสงทะลุเมฆมาตรงโบสถ์พอดี สวยมากๆ

กับอีกอาทิตย์หนึ่งที่สวนป่าศุกาโร

ก่อนที่จะกลับมาสึกที่วัดบวร กรุงเทพ ในวันที่ 29 เมษ.

อยู่ป่านานๆ นึกถึงบีบีเลยครับ ที่จะต้องปรับสภาพก่อนที่จะออกมาโลกภายนอก
เพราะมันไม่ชินเอาจริงๆ

สำหรับเพื่อนๆหลายๆท่านที่รอรูป กรุณารอการเรียบเรียงข้อมูลประมาณสักอาทิตย์นึงนะครับ

เพราะข้อมูลขนาด 4 GB กว่านี่เยอะมาก
แถมต้องย้ายเซิฟเวอร์ใหม่ให้เว็บวัดเขาศาลาด้วย
เพื่อจุข้อมูลอีก

มีรายการต้องทำมาก ทั้งงานตัวเองด้วย

อดใจรอนิดนึงนะ..

“เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เรื่องสังฆทาน”

แวะไปที่เว็บลานธรรม แล้วประทับใจคุณ oor_dt ที่มาเล่าเรื่องการจัดของถวายสังฆทาน เช่น มีดโกนขนนก ที่แคะหู ตัดเล็บ รองเท้าแตะที่มีสีตามพุทธบัญญัติ (สีหม่นหมองเท่านั้น)
เห็นแล้วชอบมากๆครับเลยของอนุญาตเอามาฝากต่อ
เหมาะสำหรับคนที่อยากถวายสังฆทานที่เป็นประโยชน์ต่อพระจริงๆ
(อยากบอกว่ามีของอีกหลายอย่างที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพระ แต่ไม่ค่อยมีคนถวายครับ..555) อย่างรองเท้านี่ คนถวายเยอะ โดยไม่ทราบว่า สีต้องห้ามใส่ไม่ได้เพราะอาบัติ..น่าเสียดาย
คือตั้งใจในบุญ…แต่ขาดความรู้
สรุปต้องให้เด็กวัดครับ..

มาฟัง คุณ oor_dt เล่าดีกว่านะ…
Read the rest of this entry »

ถั่วในกำมือลิง

กุมภาพันธ์ 28, 2007

ถั่วในกำมือ

พระพุทธองค์ตรัสว่า จิตของคนเรานั้น เหมือนกับลิง เราจึงเรียนรู้เรื่องจิตใจของเราได้มากมายจากพฤติกรรมของลิง

 

ลิงนั้นเกลียดกะปิมาก คงจำกันได้ว่าตอนที่แล้วเราพูดกันเรื่องนี้ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อไหร่ มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือ จนกว่ากลิ่นกะปิจะหาย ในที่สุดกลายเป็นว่า กะปิถึงจะร้ายสำหรับลิง แต่ก็ไม่ร้ายเท่ากับความเกลียดกะปิ ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะ ไม่ใช่เพราะกะปิ แต่เพราะความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก


สิ่งที่เราเกลียดนั้น บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่ากับความเกลียดชังในจิตใจของเรา ความเกลียดชังหรือพูดให้ถูกคือความรู้สึกอยากผลักไส ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว จึงเป็นเจ้าตัวร้ายที่เราต้องระวังให้มาก ๆ แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น นอกจากความอยากผลักไสแล้ว ความติดยึดเป็นอีกสิ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน

กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที

 

ในอินเดียบางแห่ง ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน เพราะมันชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง กับดักของชาวบ้านก็คือ กระบอกไม้ไผ่ซึ่งตันทั้ง ๒ ข้าง แต่ข้างหนึ่งเจาะเป็นรูเล็ก ๆ พอให้ลิงลอดมือเข้าไปได้

 

ในกระบอกมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิงวางไว้เป็นเหยื่อล่อ

 

วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน เห็นถั่วอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ ก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว แต่พอถอนมือออกก็ติด เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่ารูที่เจาะไว้ ลิงพยายามดึงมือเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่ออกกระบอกคามืออยู่อย่างนั้น พอชาวบ้านมาจับ มันก็ปีนขึ้นต้นไม้ไม่ได้ เพราะเหลือมือเปล่าอยู่ข้างเดียว ลงท้ายมันก็ถูกคนจับได

ลิงหาได้เฉลียวใจไม่ว่า เพียงแค่มันคลายมือออกเท่านั้น ก็เอาตัวรอดได้ แต่เพราะมันยึดถั่วไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย มันจึงต้องเอาชีวิตแลก

 

มีหลายสิ่งที่เราอยากได้ใฝ่ฝัน จนถึงกับยึดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น เวลาประสบปัญหา เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดนั้นเสียปัญหาก็คลี่คลาย แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย มันจึงเกิดผลเสียหายตามมามากมาย ไม่คุ้มกับสิ่งที่เรายึดไว้เลย

 

ความจริง การอยากผลักไสอะไรสักอย่าง ก็เป็นการติดยึดอีกแบบหนึ่งนั่นเอง ทั้ง ๆ ที่ลิงพยายามถูเพื่อกำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดมหากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า รู้ทั้งรู้ว่ากลิ่นกะปินั้นเหม็น แต่ก็ดมมือไม่ยอมเลิกง่าย ๆ

 

ในทำนองเดียวกัน ไม่ว่าเราจะเกลียดกลัวอะไรหรือโกรธใคร ก็มักดึงสิ่งนั้นหรือคนนั้นเข้ามาในจิตใจให้ครุ่นคิดเสมอ ไม่ยอมปล่อยไม่ยอมวางเสียที ทั้ง ๆ ที่ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์

 

ปล่อยวางเสีย แล้วใจเราจะเบาขึ้นมาเป็นกอง

 

ความทุกข์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพราะพลัดพรากจากสิ่งที่รัก หรือประสบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ที่มันบีบคั้นกดทับจิตใจของเราไม่หยุดหย่อนเสียที ก็เพราะเราไปยึดไปแบกมันเข้าไว้ทั้งวันทั้งคืนมิใช่หรือ

 

ในหลายกรณี ความทุกข์ก็มิได้มาจากไหน

 

หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย ดังเจ้าลิงหวงถั่วนั่นเอง

ที่มา http://www.khonnaruk.com/html/verandah/happy/happy_13.html

วางสักพัก ค่อยถือใหม่

กุมภาพันธ์ 28, 2007

แก้วนี้หนักมั้ย…?

วิทยากรท่านหนึ่ง
เขาได้ยกน้ำขึ้นมาหนึ่งแก้ว แล้วถามผู้ฟังว่า
“คุณคิดว่าแก้วนี้น่ะหนักมั๊ย???”

มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณถือมันนานแค่ไหน

ก็ถ้าคุณถือแค่ซักนาทีนึง ….. มันก็ยัง OK นะ
ถ้าคุณถือจนชั่วโมงนึง …… นั่นก็จะทำให้ปวดแขนได้
แต่ถ้าถือไว้ซักวันนึงล่ะ ….. ที่นี้คุณจะต้องเรียกรถพยาบาลแน่ๆ

มันก็น้ำหนักเท่าเดิมแหละนะ ..
แต่ว่ายิ่งคุณถือไว้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งหนักเท่านั้น

ถ้าคุณแบกภาระนั้นไว้ตลอดเวลา
ไม่ช้าก็เร็ว เราก็จะไม่สามารถที่จะแบกรับมันได้อีก
แล้วภาระนั้นก็จะเพิ่มขึ้น..
สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ วางแก้วลง ผ่อนคลายซักครู่
แล้วค่อยถือมันอีกครั้ง..

เราต้องปล่อยวางภาระต่างๆ บ้าง แล้วเราจะได้รู้สึกสดชื่นขึ้น
เพื่อที่จะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้..
เมื่อกลับบ้านแล้ว จงวางภาระต่างๆ ที่ๆ ทำงานไว้
อย่าแบกภาระนั้นกลับไปด้วย
เพราะยังไงก็ตาม..
คุณก็สามารถจะแบกมันได้อีกครั้งในวันพรุ่งนี้ ..

พัก และ ผ่อนคลายเสีย…

ที่มา :ชีวิตงาม ลุงแอ๊ด ห้องสาระ บอร์ดบีบี

เก็บไว้สอนลูก

กุมภาพันธ์ 28, 2007

ตะปูแห่งการเรียนรู้

มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1
ถุง และบอกกับเขาว่า ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัว
เข้าไปกับรั้วที่หลังบ้านวันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเข้าไปที่รั้วหลังบ้านถึง
37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ก็ลดจํานวนลง น้อยลง
น้อยลงๆ เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ง่ายกว่าการ
ตอกตะปูตั้งเยอะ และแล้ว หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น
เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ และบอกกับพ่อของเขาว่าเขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเอง
ได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา

พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์
ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง วันแล้ววันเล่า
เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออก ทีละตัว จาก 1 เป็น 2 จาก2 เป็น3 จนในทีสุด
ตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก จนหมด เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า
ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้ว
หลังบ้าน และบอกกับลูกว่า ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ
เจ้าเห็นหรือไม่ว่า รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น จำไว้นะลูก

เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล
เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน ต่อให้ใช้คำพูด ว่าขอโ ทษสักกี่หน
ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้
และจงจดจำไว้เสมอว่า คำขอโทษไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม
แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น คือ รอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้ …… ตลอด

ที่มา : กระทู้ชีวิตงาม ลุงแอ๊ด