สวนรถไฟ

มิถุนายน 25, 2007

วันนี้ได้ไปมีทติ้งแกีงค์ขวดนมมาครับ
เป็นกิจกรรมง่ายๆ สบายๆ บรรดาพ่อแม่ต่างพาลูกตัวเองไปรวมตัวกัน
ถ่ายรูปก็สนุกแล้วครับ

นายป่านได้เจอลานกว้างกับของเล่นก็สุดแสนสนุกครับ
วิ่งตะลุยไปทั่วไม่รู้จักเหนื่อย

เกรงใจก็ตอนนายป่านวิ่งตะลุยไปหาของเล่น
นายคนนี้ชอบอะไร สนใจอันไหนจะเดินเข้าไปหยิบเทิ่งๆ ตรงๆ
ดีที่ฝึกเอาไว้บ้างว่าห้ามแย่งของน้อง ห้ามแย่งของใคร
หยิบได้ไม่ห้ามแต่ถ้าเจ้าของเขาไม่อยากให้ต้องไม่เอา
หรือถ้าหยิบมาแล้วก้ต้องเอาไปคืนเขาทันที
(แต่ก็เกรงใจอยู่ดีครับ ขอบคุณที่ไม่รำคาญนายป่านจอมซนนะครับ)

ภาพบรรยากาศได้เก็บๆมาบ้างด้วยกล้องมือถือนะครับ ดูพอเพลินๆก่อน
เดี๋ยวภาพจากกล้องใหญ่คงจะทยอยกันมาตามบลอกของแก๊งค์ขวดนมกันตรึมทีเดียว..

เด็กช่วงวัยนี้ ตามธรรมชาติเขายังไม่ค่อยเล่นด้วยกันเท่าไหร่
เป็นธรรมดาเพราะว่าพัฒนาการของเขายังอยู่ในวัยที่มีพ่อแม่เป็นศูนย์กลางของชีวิตครับ

ช่วงนี้แหละที่พ่อจะซึมซับความเป็นพ่อเป็นแม่ได้มากกว่าช่วงไหนๆ รู้แล้วก็รีบๆเข้านะครับ

ทีแน่ๆ เห็นเด็กๆมาอยู่รวมกันเยอะขนาดนี้แล้วอารมณ์ดีชะมัด..คือ มันดูคึกครื้นไง

แอบนั่งสังเกตการณ์แล้วมานั่งนึกๆว่า
เด็กแต่ละคนนี่เขามีบุคลิกภาพของตัวเองที่ชัดเจนมาตั้งแต่เด็กเลยนะครับ

ผมเคยสงสัยนะว่า….แล้วบุคลิกภาพพวกนี้มาจากไหนกันนะ..
เหมือนเป็นตั้งแต่เกิดเลยเชียวแหละนิสัยนี้

เมื่อนานมามาแล้ว หรือนานพอสมควร
ด้วยความเห่อลูก ก็เลยไปลงรูปถ่ายในโมเดลลิ่งทิ้งไว้…

อาทิตย์ก่อนทางโมเดลลิ่งโทรมาให้ไปถ่ายรูป วันนี้ว่างก็เลยแวะไปครับ
ไปแบบไม่ตั้งใจด้วยซ้ำ ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ คุณลูก มอมมากกกกก….555

ไปถึงที่ซอย จันทรเกษม 42 นี่มึนพอควรครับ แถมเข้าไปลึกทีเดียว

สิ่งที่สังเกตอย่างนึง คือการถ่ายรูปเด็กนั้นต้องใช้ทักษะมากในการล่อหลอกให้ได้ภาพที่ต้องการ

ภาพถ่ายเจ้าสัว หรือนายป่านมีภาพมองกล้องน้อยมาก
อาจจะว่ายังไม่คุ้นชินกับช่างภาพ

ก็เลยรับปากว่าจะเอารูปที่เคยถ่ายๆไว้มาขึ้นเว็บให้เขาเข้ามาดู

จะแวะไปดูด้วยก็ได้นะครับที่ลิ้งค์นี้

นายป่าน
คลิกตรงนี้ สำหรับแบบ gallery สวยๆ

แบบเซฟภาพได้
คลิกตรงนี้ ถ้าต้องการแบบเซฟภาพได้

ไม่ค่อยเห่อเลยนะครับ
แต่รับรองว่าเป็นกันทุกคน…

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเป็นพ่อคนแม่คนครับ….555

เดี่ยวนี้การอัพรูปฝากรูปกลายเป็นเรื่องง่ายครับ

เทคโนโลยีไปเร็วและบริการใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น ตัวอย่างนี้

ไปเที่ยว ตจว.มาครับ
ไล่ยาวตั้งแต่นครนายก เที่ยวนางรอง เดินเล่นเขื่อน บุกจีเต๊กลิ้ม
เลยไปถึงฉะเชิงเทรา ไหว้ไฉ่ซิ่งเอี้ย ซำปอกง และหลวงพ่อโสธร

ว่างๆจะเอามาลงอีกครับ

ความสุขของครอบครัวก็อยู่แค่นี้ ได้เที่ยวกันพร้อมหน้าอบอุ่น
แล้วพ้มจะเอาอะไรอีก….

ได้อัลบั้มแบบใหม่มาฝากคุณอีกหนึ่งชิ้นครับ

edit @ 2007/06/16 06:43:56

ตอน 3 นี่ว่าด้วยเรื่องการทำให้นายป่านรักน้อง แบบเน้นๆครับ

อันดับแรกที่ผมวางแผนหลังจากสังเกตอาการของนายป่านในช่วงต่างๆ
พอสรุปได้ว่า…

1.ต้องกลับมาเติมให้เขาเต็มเหมือนอย่างที่เคยได้รับก่อน..
เด็กมีความสุขก็จะมีสุขภาพจิตดี พร้อมที่จะรับสิ่งที่เราป้อน
(แหมอันนี้..พูดง่ายแต่ที่จริงทำยากพอควรครับ เพราะเวลามันต้องปันให้สองคน เวลาของชีวิตเราอีกล่ะ..อูย)

โจทย์ข้อนี้ พอบทจะแก้ง่ายก็หญ้าปากคอก…อ้าวไหงงั้น

ก็เพราะว่ามันมีเวลาหนึ่งที่เราให้เวลากับเค้าได้เต็มที่
นั่นคือเวลาที่นายธณหลับไงครับ

เวลานั้นจะเป็นเวลาที่พ่อและแม่มีเวลาให้เขาเต็มร้อย
ทั้งเล่นทั้งฟัด ทั้งกอดทั้งหอมกันให้เต็มอิ่ม

ไม่ว่าเราจะอยู่ที่บ้านหรือได้ออกไปข้างนอก..
ช่วงเวลาที่นายธณหลับก็นานพอที่จะเติมให้นายป่านหายเสียศูนย์ได้พอ

(โลกของเด็กอายุขนาดนี้ มีแต่พ่อกับแม่หรือคนที่เลี้ยงเขาเท่านั้นแหละครับ
ถ้าเขามีอาการขาดให้เราเห็น..
ก็ต้องแปลชี้ชัดอยู่แล้วว่าเราเองนั่นแหละเติมให้เขายังไม่เต็ม
ส่วนผู้ใหญ่คนไหนที่มีข้ออ้างว่าไม่มีเวลา ย้อนกลับไปดูตอน 2 นะครับ
หรือไปดูที่หัวข้อ 15 นาที)

หลังจากใช้วิธีนี้ นายป่านอาการดีขึ้นเยอะครับ
เอาล่ะ..คราวนี้ ทางสะดวกแล้วครับ

จะป้อนจะเติมอะไรก็ง่ายแล้ว อารมณ์กำลังรับ…555

คราวนี้ก็มาวางแผนเฟสสองต่อ..

2.1 ผมพยายามให้นายป่านมีส่วนร่วมกับน้องทีละน้อย
กติกาข้อแรก ทุกคนต้องพูดว่า”น้องธณของพี่ป่าน”…แฮ่ม
ห้ามขาด..น้องธณของคุณตา น้องธณของคุณยาย..น้องธณของใคร
(ทุกคำที่มีนัยเชิงเปรียบเทียบแบบนี้…งด)
จะเริ่มโพสิทีฟ ต้องงดเนกาทีฟทั้งหมดก่อน…มันถึงจะง่าย..

2.2 อะไรที่นายป่านอยากได้ต้องไปหอมน้องก่อน 1 ที
ผมสังเกตว่าเวลานายป่านอยากได้อะไร เช่น อยากดูสารคดีของโปรด
การ์ตูนส์เรื่องชอบ อันดับแรกที่ปกติให้หอมคุณพ่อ คุณแม่ 1 ที เพิ่มเมนูเข้าไปอีก คือต้องไปหอมน้องก่อนด้วยทุกครั้ง
(ซึ่งด้วยความอยากให้เราทำให้ เขาก็ยอมทำตามที่เราบอกก่อน..555)
เพื่อสร้างความเคยชินให้ซึมซับไปทีละน้อย

2.3 ทำให้เขารู้สึกเป็นคนสำคัญ แทคติกนี้ผมได้มาจากเพื่อนของผมคนนึงที่สามารถควงสาวมาเป็นแม่ของลูกได้พร้อมกันสองคนมาตลอดชีวิตที่รู้จักกัน

แทคติกนี้ง่ายๆ คือ ขณะที่อยู่กับอีกคน ต้องทำให้อีกคนรู้สึกว่าสำคัญ
ประมาณว่ากอดกะคนนี้อยู่ต่อหน้าต่อตาอีกคนแท้ๆ อีกคนไม่ว่ากลับยิ้มๆ
(อูยเป็นไปได้ไงอ่ะ…)

เวลาที่สำคัญอันนึงคือเวลานอน
เพื่อนผมอีกคนนึงที่มีความสามารถพิเศษแบบนี้เคยมาเล่าในวง
ว่ามันเคยริมีบ้าง จะพลิกซ้ายพลิกขวา..นี่ไม่ได้เลยนะครับ ต้องนอนหงายกางแขนซ้ายขวานิ่งๆ ตะแคงไม่ได้
เจอทีไรไม่เคยนอนอิ่มเลย…(สมน้ำหน้ามัน…อิอิ..)

แต่เพื่อนคนนี้พลิกซ้ายพลิกขวาได้ตามใจชอบครับ..

นานมากกว่ามันจะยอมบอกเคล็ดลับ..
เคล็ดลับมันก็ง่ายแสนง่าย..
นอนพลิกซ้าย มือขวาเอื้อมไปจับมือคนขวาบีบ..
นอนพลิกขวามือซ้ายอ้อมไปจับมือคนซ้ายไว้..

ใส่ใจกันขนาดนี้ครับ ขณะที่ใส่ใจอีกคนก็ไม่เคยละความสำคัญของอีกคน
(เออ..ทำได้ไง..ความสามารถพิเศษนี้ห้ามเลียนแบบ
)

ผมก็ประยุกต์มาใช้ คือ ใช้สายตา ใช้เสียง
เช่น อุ้มนายธณ อีกมือต้องแตะนายป่าน
หรือหันไปยิ้มไปเล่นกับเขาด้วยสลับกัน..

จะหอมนายธณ ก็ต้องหันไปหอมเค้าด้วย และต้องหอมอย่างที่เคยทำ

เด็กรู้สึกได้ง่าย..ถ้าผู้ใหญ่สักแต่ว่าทำครับ
คือตัวทำ ใจไม่เต็ม…อย่าคิดนะว่าเด็กไม่รู้สึกได้

อย่าสักแต่ว่าทำ หรือฉันก็ทำแล้วเด็ดขาด..
ทุกครั้งที่คุณกอด ที่อุ้ม ที่อาบน้ำให้เขา
สัมผัสต่างๆสื่อความรู้สึกของเราไปที่เขาได้ตลอด

เวลาใดที่คุณไม่ได้ตั้งใจ ไม่ใส่ใจ หรือทำให้มันเสร็จๆไปโดยไม่ได้ใส่ความรู้สึก ความใส่ใจ หรือความรักลงไปด้วย

ไม่ว่าจะเพราะว่าคุณเหนื่อย หรือคุณกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ในขณะที่กำลังดูแลเขา
ขอเวลาขณะนั้น ปัจจุบันนั้นที่ใจจดจ่ออยู่กับเขาเถอะครับ
แค่เวลาสั้นๆที่ตัวมาพร้อมกับหัวใจให้กับลูก

อย่าคิดนะครับว่าเด็กเขาไม่รู้สึก..
เพราะสัมผัสมันแตกต่างกัน…

(แหม..เวลาอยากให้คนที่คุณรักกอด แล้วปรากฏว่าตอนนั้นคนที่คุณรักกอดคุณลวกๆอ่ะเป็นไงล่ะ..อย่ามาบอกเชียวนะว่าไม่รู้สึก)

เหนื่อยอยู่ครับ…ยอมรับ แต่ได้ผล

วิธีนี้ทำให้เด็กเต็มเร็ว และเมื่อเต็มเขาก็ไม่เปรียบเทียบกับน้อง และไม่หวงพ่อกับแม่ที่จะปันเวลาให้กับน้อง
(คุณกินกุ้งเผาจนเต็มอิ่มแล้ว คุณยังจะหวงกุ้งเผาไปให้คนอื่นกินอีกมั้ยครับ…)

หลังๆนายป่าน นานๆจะปฏิกริยา และมีทีไรก็โดนเติมไว้ก่อนเลย
และทุกครั้งที่นายป่านอยากได้อะไรต้องไปหอมน้องก่อนเรื่อยๆ
ท่าทีผูกพันเขาก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ

จนวันดีเดย์ครั้งแรกที่เห็นปฎิกิริยานายป่านเปลี่ยนไป
คือวันฉีดวัคซีนครับ

เป็นวันที่นายป่านและนายธณต่างก็มีคิวต้องฉีดวัคซีนทั้งคู่
ผมเลือกให้นายธณโดนฉีดก่อน..
พร้อมกันนั้น ผมให้นายป่านไปนั่งดูด้วย แถมตอนที่น้องโดนฉีดวัคซีน
ตอนเข็มกำลังปักลงไปนี่ ผมเรียกให้นายป่านดูจะจะเลย..
นายธณโดนปักเข็มปั๊บก็ร้องจ๊าก..
ผมคอยสังเกตสีหน้านายป่านไว้ก่อนเลยดูปฏิกริยาที่เขามีต่อน้อง

เห็นแล้วโล่งไปเปลาะเลยครับเพราะเขาพยายามชี้ให้ผมไปเอาน้องออกมาไม่ยอมให้หมอฉีดยา

และได้ผลข้างเคียงครับ พอถึงคิวนายป่าน แทบหืดขึ้นคอ
ทั้งจับทั้งลอค ปากนี่แหกซะสุดเสียง
ยิ่งตอนเข็มปักเนื้อ หมอเดินยาฉีดวัคซีน…โลกแทบถล่ม..

คุณแม่เขาบ่นว่าผมเรียกให้นายป่านดูทำไม..
เรียกดูแล้วก็เหนื่อยอย่างนี้

แต่พอกลับบ้านเขาถึงเข้าใจเจตนาของผมครับ

วันนี้น้องร้องไห้จ้าแปลกจากทุกวัน
นายธณยังไม่เคยฉีดวัคซีน แถมฉีดครั้งแรกก็เจอวัคซีนรวมอีกต่างหาก
ไม่ร้องกวนพ่อแม่ก็แปลกละครับ..ไข้ขึ้นหน่อยๆด้วยซ้ำ

ปฎิกริยานายป่านเปลี่ยนครับ
น้องร้องทีไร นายป่านวิ่งมาจูงมือไม่พ่อก็แม่
ปากก็บอก..แม่ค้าบน้องร้อง

จูงไปจนถึงเตียงที่น้องนอน…เออเอากะเขาสิ

คราวนี้นอกจากไม่มีปฏิกริยาลบแล้ว
หลังจากนั้นนายป่านยังสนใจใส่ใจน้องเป็นพิเศษ
เหมือนเขารู้สึกได้ว่าน้องเขาเจ็บ..

เดี๋ยวนี้
ให้ความร่วมมือวิ่งไปหยิบขวดนม ขวดน้ำให้น้อง
แอบมานอนดูน้องตอนที่ผมกับแฟนกำลังทำงานบ้าน
พยายามเล่นกับน้อง..
พยายามกอดน้อง อุ้มน้องเหมือนกับที่เราทำให้นายป่าน

แหม..ครั้งแรกที่เห็น..ผมแทบน้ำตาไหล

งานก็เยอะ ชีวิตก็มีเรื่องเหนื่อย ผู้คนก็วุ่นวาย ปากท้องครอบครัวก็ต้องวางแผน
เวลาที่ปันมาให้ลูกยิ่งเบียดเอาเวลาว่างน้อยลง

แต่วันที่เห็นผล..คุณเอ๋ยหายเหนื่อยจริงๆ..
ภาพพี่กอดน้อง หอมน้องอย่างรักใคร่
นายป่านกอดน้องอย่างทนุถนอมเหมือนเวลาที่ผมกอดเค้า..
หรือเค้ามากอดผม หรือคุณแม่

การเรียนรู้ความรู้สึกร่วมของนายป่าน..กับน้องในวันฉีดวัคซีน
ช่วยเร่งบางอย่างให้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิดจริงๆครับ
(ตอนแรกกะเวลาตั้งเป้าไว้อย่างน้อยประมาณ 6 เดือน)
คราวนี้กลับกลายเป็นว่านายป่านเองหวงน้องไปซะแล้วครับตอนนี้

สรุป..ประสบการณ์หนนี้ของผม
ช่วงแรกบอกจริงๆว่าหนักใจมาก และกลัว..
(กลัวลูกกลายเป็นเด็กมีปัญหา)
ตั้งแต่เห็นสายตาที่เปลี่ยนไปของลูก
จนกว่าจะมาถึงวันที่ฟื้นฟูเขาไ้ด้สำเร็จ

บอกในฐานะหัวอกพ่อกับแม่เลยครับ
ว่าสิ่งที่เขาเป็น..สะท้อนสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำโดยไม่ทันคิดทั้งนั้น
สิ่งที่เราทำได้..ถ้าเรารักลูกของเราก็คือหมั่นสังเกต
ยิ่งเราช่างสังเกตเท่าไหร่ เราก็จะมีเวลาแก้ได้เร็วและทันเวลา

คราวหน้าผมจะเล่าเรื่องนายป่านเลียนแบบนิสัยเสียของพ่อเค้า
(นั่นก็คือตัวผมเองนั่นแหละ…กรรม…555)

เลี้ยงลูกไม่เคยจบจริงๆครับ..

จั่วหัวตอน 2 ไว้อย่างนี้เลย..ว่า
“ผู้ใหญ่นั่นแหละที่ต้องปรับตัว”

ข้อสรุปจากการสังเกตของผมบอกได้ว่า..
ปฏิกริยาของเด็กนั้นเป็นผลมาจากการกระทำของผู้ใหญ่ทั้งนั้นแหละ..

อาการของเขาเป็นเพียงกระจกสะท้อนของพฤติกรรมผู้ใหญ่ที่ีอิทธิพลต่อตัวเค้าต่างหาก..

ลูกของเรามีปฏิกริยาอะไรตอนไหนบ้าง..
คำตอบอยู่ใกล้แค่เื้อื้อม คือ แค่มีเวลาใส่ใจที่จะสังเกตเขาจริงๆ

ผู้ใหญ่หลายคนไม่มีเวลา..(เขาบอกอย่างนั้น)
ผมนึกในใจ..แล้วทำไมถึงให้เขาเกิดมาล่ะเฟ้ย..ถ้าไม่พร้อม

ที่จริงเราพร้อมนั่นแหละแต่อย่างที่ผมบอก..
ความเคยชินของเราเองก่อนที่จะมีเค้านั่นแหละตัวดี..
เวลาพักผ่อนที่เราทำไปกับอย่างอื่น..และเราก็เคยชินที่จะทำอย่างนั้น

บางคนมีเวลาดูทีวี..
บางคนมีเวลาเมาท์กะเพื่อนข้างบ้าน..
บางคนยังมีงานอดิเรกสุดโปรด..
บางคนยังมีเวลากะวงเหล้าก๊วนประจำกับพรรคพวก..
บางคนยังมีเวลาไปตีกอลฟ์..
ผมเองยังมีเวลาเล่นเน็ต…555

พวกนี้ถ้ายังมีเวลาทำอย่างอื่นทำนองนี้..
ผมบอกได้คำเดียวเลยว่า..อย่ามาพูดเลยว่าไม่มีเวลา..
คุณไม่ให้เวลากะลูกต่างหาก..
ปันมาสักหน่อย..เพื่อลูกเหอะ..
(นี่ว่าตัวเองด้วย..555 ผมเองก็มีส่วนเหมือนกันนะ)

สมัยเด็กๆ ผมเคยนึกนะและยังจำละเอียดถึงตอนนี้..
(ใครว่าเราจำความทรงจำสมัยเด็กไม่ได้ ถ้าอยากจะจำและตั้งใจจำ)
ผมมีเรื่องคาใจกับผู้ใหญ่เยอะ..
และบอกตัวเองตลอดว่า..มีสักวันจะระบายความคาใจพวกนี้ออกมาบ้าง..555
มุมที่เด็กคิด กับมุมผู้ใหญ่ที่ตัวเองจะต้องเติบโต
ผมตั้งใจจะไม่ลืมมุมมองที่ตัวเองมี..
และจะต้องไม่เป็นผู้ใหญ่ประเภทที่ตัวเองคาใจ..

วกเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ..
ผมสรุปที่มาของปฏิกริยาตาป่านได้หลักๆดังนี้ (เด็กต่างคนก็ต่างเหตุผลออกไปนะครับ)

1.นายป่านมีปฏิกริยากับอาการผู้ใหญ่เห่อน้องแบบเว่อร์
อันนี้เป็นปฏิกริยาที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเปรียบเทียบได้มากสำหรับเด็ก
เพราะเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบได้ชัด Contrast กันเห็นๆ
ความสนใจทีู่้ผู้ใหญ่มี ทำให้เขารู้สึกได้ชัดเกินไปว่ามีน้อยลง

ข้อนี้..ผมแก้ง่ายๆ
เวลาเห่อหลานคนเล็กให้ไปเห่ออีกห้อง..แฮ่ม
คือมันห้ามไม่ได้ไง..คนจะเห่อหลานคนใหม่เนี่ย..
แต่อย่าให้เกิดการเปรียบเทียบในใจเด็ก
ไ่ม่งั้นมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะมีปฏิกริยา
ไม่ว่าจะพยายามทำตัวเรียกร้องความสนใจมากขึ้น
(ซึ่งผู้ใหญ่หลายคนจะมองข้าม และมีปฏิกริยากลับเข้าไปอีก)

หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้..
ในเวลาแบบนั้นผมจะไม่ปล่อยให้เขานั่งอยู่คนเดียว
เรียกได้ว่าถ้ามีใครมาสนใจน้อง
พร้อมๆกันนั้นผมก็จะสนใจเค้า..เล่นกับเค้า

สิ่งสำคัญต้องไม่ให้เกิดความรู้สึกเปรียบเทียบครับ..
และถ้าเติมให้เขาได้รับความรู้สึกจากเราเต็ม ประเดี๋ยวเขาก็จะเผื่อแผ่มาให้น้องเขาเอง..

ซึ่งจริงๆได้ผล..
ตอนแรกๆที่เวลามีใครเห่อน้องแล้วทิ้งให้เขานั่งมองอยู่คนเดียว
กับหลังๆที่เวลาน้องได้เขาก็ได้รับไปพร้อมๆกัน
ความรู้สึก สายตา และปฏิกริยาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

และปฏิกริยาที่มีต่อน้องก็เริ่มเป็นไปตามธรรมชาติของเด็กที่มีน้อง
คือเขากลับสนใจน้องมากขึ้น..

ในเวลาที่เขาเรียกร้องความสนใจ และได้รับการตอบสนอง
เขาก็เต็ม..(งานนี้ต้องแทคทีมครับพ่อแม่ต้องรู้งานและผลัดกันพอสมควร)

คือเด็กน่ะเขาไม่ได้มีอะไรหรอก..
เขาแค่อยากรู้ว่าเขายังเป็นที่รักของผู้ใหญ่อยู่มั้ย..
ซึ่งปฏิกริยาการแสดงออกนั้นมันเจือความรู้สึกเรียกร้องความสนใจมาก
และเด็กเขา็ก็ไม่รู้หรอกครับว่าวิธีไหนเหมาะ..

มันขึ้นอยู่กับปฏิกริยาต่อไปของผู้ใหญ่ด้วยว่าเข้าใจเ็ด็กแค่ไหน
มองข้าม หรือละเลยความรู้สึกของเขาหรือเปล่า
ถ้าเราไม่ละเลยความรู้สึกของเขา เขาก็เต็มพอ
ถ้าเผลอละเลย เขาก็แสดงออก

การแสดงออกของเด็กเป็นปฏิกริยาสะท้อนของพฤติกรรมผู้ใหญ่
ถ้าเราใส่ใจปฏิกริยานั้น ปัญหาจะไม่บานปลายเลย
และไม่ต้องมาตามแก้ทีหลัง

หลังๆนายป่านไม่เคยมีปฏิกริยา เมื่อมีใครอุ้มน้อง
เพราะทุกครั้งที่มีผู้ใหญ่คนอื่นอุ้มน้อง เขาก็จะโดนฟัดจากผม
หรือมีอ้อมกอดอุ่นๆของคุณแม่

หรือถ้าคุณแม่อุ้มน้อง ผมก็จะเล่นกับเขา
และถ้าผมอุ้มน้อง คุณแม่ก็จะไปเล่นกับเขา
สรุป ผู้ใหญ่เหนื่อยมากขึ้นหน่อยครับ เวลาพักจะน้อยลง
ไม่เหมอนตอนคนเดียว ผลัดกันได้
นี่ต้องสลับมือแทค..

เวลาที่พัก คือเวลาที่ลูกคนใดคนหนึ่งหลับ หรือหลับทั้งสองคน
แต่นั่นก็คือสิ่งที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องทำ
(ไม่งั้นจะให้เกิดมาทำไมสองคน..แฮ่ม)

2.คุณแม่ต้องให้เวลาน้องมากขึ้น และต้องพักฟื้นกว่าจะฟื้นตัว ทำให้มีเวลาให้เขาน้อยลง
แต่ที่สำคัญ คือ เผลอเหนื่อยจนเผลอละเลยในเวลาที่เขา”ต้องการ”

ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะว่าเมื่อก่อนเขาเคยได้รับแบบเต็ม(จนล้น)
ทีนี้พอพร่องลงไป มันจะรู้สึกได้ง่าย แต่แก้ไม่ยากครับ

คุณพ่อต้องเป็นทัพเสริมเข้าไปอีกหน่อยเท่านั้นเอง
เพราะที่สำคัญมากที่สุดสำหรับเด็กก็คือพ่อกับแม่นี่แหละครับ

จุดสำคัญ ผมเน้นที่คนรู้เรื่องก่อน..
คือคนโต เพราะถ้านายป่านเต็ม
แทนที่มันจะต้องเป็น หนึ่งต่อหนึ่ง พ่อดูคน แม่ดูคน
มันจะกลายเป็น 3 ต่อหนึ่ง
คือนายป่านมาช่วยดูน้องด้วยอีกคน
(แต่ก็ตามประสาเด็กนะครับ)

จุดนี้ผมได้ข้อสังเกตจากวันหนึ่งที่ไปคลีนิค
มีพ่อแม่ลูก สี่คนมานั่ง
ลูกคนโตอยากให้แม่อุ้ม แต่แม่อุ้มน้องอยู่
แม่เลยให้พ่ออุ้ม พ่อก็อุ้ม
แต่ปฏิิกริยาแสดงออกของคนโตไม่จบ
ดิ้นลงจะให้แม่อุ้มจนโดนตีจนได้
คนโตร้องไห ้สายตาที่มองแม่คล้ายนายป่านมาก
จนผมคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง

คือถ้านายป่านอยากให้แม่อุ้ม ผมจะรับน้องเค้ามาแล้วให้คุณแม่อุ้มเขา
หรือถ้านายป่านอยากให้ผมอุ้ม ผมก้จะส่งนายธณให้คุณแม่สลับกัน
เพราะอะไร..
เพราะว่านี่ไงครับ นี่คือเวลาที่เขาต้องการแม่ หรือพ่อ
แค่อุ้มแล้วกอดอุ่นๆเขาก็เต็มแล้ว..
พักเดียวก็ไปวิ่งเล่นหัวเราะร่าเริงได้อย่างสดใส

นี่แค่ัจังหวะเล็กๆนะครับ..
เรื่องนิดๆที่ผู้ใหญ่อย่างเรามองข้ามได้ง่าย
แต่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกเด็กสุดๆ..
(ก็เวลานี้ เขาต้องการแม่นี่นา หรือเขาต้องการพ่อนี่นา)
ให้ก็เต็ม ไม่ให้ก็ขาดเป็นเรื่องธรรมดา..
และมันใช่ความผิดเขาซะเมื่อไหร่ที่เขาจะเรียกร้อง

และ 2 หลักใหญ่ก็มีแค่จุดร่วมเดียวคือ ความเข้าใจของผู้ใหญ่
และตระหนักที่จะละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกเด็กเท่านั้นเอง

ถ้าเราให้ในเวลาที่เขาต้องการเรา..
(ไม่ใช่เวลาที่เรานึกจะให้เขา)
มันก็เติมเต็มในเวลาที่เหมาะสมกับความรู้สึก
(แหม…ขนาดเรา เวลา need เราเองก็ยังอยากให้ใครมาเติมเราในเวลานั้นเลย)

นี่เป็นภาพหลังจากการปรับจูนใหม่ครับ
นายป่านยกเครื่อง ไม่จิตตก อีกแล้ว…
แถมรักน้องสุดๆ

ตอนหน้าผมจะมาเล่าว่า
ทำไงให้เขาปรับตัวกับการเป็นพี่คนไปพร้อมๆกันด้วย
และรักน้องแบบนี้ครับ

ทำไงให้นายป่านกับน้องธณเค้าผูกพันกันตั้งแต่เด็ก..
นี่โจทย์สำคัญอีกข้อของผมเลยนะ…แฮ่ม

(มาต่อตอน 3 แล้วกันนะ..ยาวอ่ะ..555)

อย่างที่เคยเล่าให้ฟังคราวที่แล้วแหละครับ..
ภารกิจทำยังไงให้นายป่านรักน้อง..
ตอนนี้เวลาผ่านมาทั้งหมด 3 เดือน
เรียกได้ว่าสำเร็จแล้ว…555
มีภาพความสำเร็จมาเ็ป็นหลักฐานก่อนอันดับแรก
แล้วค่อยมาเล่าช่วงเวลาของภารกิจกันครับ..

การที่ลูกคนเดียวกลายเป็นมีน้องอีกคนมาอยู่ด้วย
และพ่อแม่ต้องแบ่งปันเวลาไปให้น้อง..

การปรับตัวเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับเด็กเลยจริงๆ
เพราะที่ี่ผ่านมาเขาโตมาในฐานะลูกคนเดียวที่ทุกอย่างเทให้เขา
และแล้วอะไรก็เปลี่ยนไป..

2 เดือนแรกสุดยอดมากครับ..
เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไม..ในเวลาที่เขาต้องการพ่อหรือแม่
ถึงได้ไม่เต็มที่เหมือนก่อน..

เป็นความผิดของเขามั้ยที่เขาจะเรียกร้องสิ่งเคยได้ประสาเด็ก
และเริ่มจะมองหาว่าอะไรหนอที่ำให้พ่อแม่ของเขาสนใจเขาได้น้อยลง
ซึ่งในที่สุดความรู้สึกนี้จะค่อยๆพุ่งเป้าไปหาน้องเป็นเรื่องธรรมดา

การทำให้รักน้องคงไม่ใช่เรื่องแค่บอกเด็กกับปากว่ารักน้องนะลูก
แหม…ถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็ดีสิ…555

นี่แหละครับถึงว่าผู้ใหญ่ต้องละเอียดอ่อนกับเด็ก
เด็กจะมีลักษณะทัศนคติอย่างไร..การอบรมของผุ้ใหญ่สำคัญมาก

อบรมไม่ใช่ด้วยปาก..
แต่ด้วยการกระทำอย่างต่อเนื่องทีละเล็กละน้อยจริงๆ และใส่ใจ
ไม่ใช่ผู้ใหญ่คิดไปเองว่าชั้นทำแล้วนะ..ทำไมไม่ดีขึ้น

แหม..
สักแต่ว่าทำ กับตั้งใจทำมันต่างกันตรงเนี้ย..
และหลายๆที ทั้งความเหนื่อยจากการงานและปัญหาชีวิตของผู้ใหญ่เอง
มันก็ชักชวนให้เรามองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆไปได้ง่าย..
จริงมั้ยครับ..

เหนื่อยนะครับชีวิตของผู้ใหญ่ ปัจจัยที่ต้องคิดมันเยอะอยู่เสมอ
เพียงแต่คำเดียวที่จะทำให้เรามีเวลาให้เขาอย่างใส่ใจได้
ก็แค่คำๆเดียวคือ…”เรารักเขา”

คำๆนี้ำให้เราเอาเวลาที่เราเหลือมาให้เขาได้..
ทั้งที่บางทีเราก็อยากนอนอยู่เฉยๆ..พักบ้างสิ..เหนื่อยนะ(เฟ้ย)..
แต่ความรักจะผลักดันให้เราลุกขึ้นมาคอยสังเกตความรู้สึกของเขาอย่างจริงจัง
เพื่อที่จะประคับประคองให้เขาโตอย่างสมบูรณ์

นายป่านเป็นลูกชายคนแรกครับ..
และผมจะเสียใจมาก
ถ้าหากเราไม่ระมัดระวังใส่ใจความรู้สึกลูก
จนทำให้เขามีความรู้สึกไม่รักน้องของเขาเอง..
โดยที่ไม่ใช่ความผิดของเขาเลย..

(เื่รื่องแบบนี้อย่าโทษเด็กครับ
ผู้ใหญ่หลายคนเห็นเด็กทำตัวไม่น่ารัก
ไม่ถูกใจก็ทำเป็นยังกะว่าเด็กมันไม่ดีตั้งแต่เกิด
ทั้งที่วิธีการคิด และทัศนคติของเด็ก
ก็เกิดจากการซึมซับผู้ใหญ่ใกล้ๆตัวทั้งนั้น
เชื่อไหมว่าไอ้นิสัยเสียๆโดยไม่รู้ตัวของเราเนี่ย
เด็กจำง่ายและไวมาก..555)

วิธีแก้ต้องเข้าใจสาเหตุของปัญหาก่อนครับ..
เพราะฉะนั้นผมตัดสินใจคอยสังเกตปฏิกริยาต่างๆของนายป่าน
ว่าเกิดขึ้นตอนไหน เมื่อไหร่ และมีระดับอารมณ์ขนาดไหน
สายตาของเขาเป็นยังไง..

เรื่องนี้ยากเป็นสองเท่า เพราะตอนแรกแฟนก็ไม่เข้าใจ
แถมพ่อตาแม่ยายกำลังเห่อหลานคนที่สอง
และเป็นตัวกระตุ้นสำคัญชนิดแวะมาเยี่ยมทีไรได้เรื่องทุกที..แฮ่ม

เพราะฉะนั้นผมเลยต้องเก็บภาพให้เห็นสีหน้าท่าทางตาป่านเปรียบเทียบ
คือฟ้องด้วยภาพเลยว่างั้นเถอะ..

เรียกได้ว่าจะแก้เรื่องนี้ต้องแก้ที่ผู้ใหญ่รอบข้างเสียก่อน
เพราะผู้ใหญ่นี่แหละตัวดี ทำไรไม่ค่อยคิด แถมดื้อกว่าเด็กอีก..555
ในบางเรื่องก็อีโก้สูงก็ฉันจะทำแบบนี้อ่ะ..โอ..พระเจ้าช่วย

เพราะฉะนั้นอันดับแรกครับ..
ต้องแก้ที่ความเข้าใจของผู้ใหญ่ที่มามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงเด็ก
นี่..เรื่องแรก
ถ้าปรับให้เข้าใจไม่ได้ล่ะก็ประเด็นต่อไปรากเลือดครับ เพราะสาเหตุมันไม่จบ

และที่จริงเราไม่สามารถห้ามปรามได้ร้อยเปอร์เซนต์แม้กระทั่งตัวเราเอง
และตัวเราก็พลาดได้มั่งเหมือนกัน..แฮ่ม

อย่าไปซีเรียสอะไรมาก ต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ เมื่อนั้นเมื่อนี้เลยครับ
ค่อยๆทำไป..

….

นี่เป็นรูปที่ผมถ่ายคราวที่แล้วให้คุณแม่เขาดูครับ..
ดูภาพเปรียบเทียบกะตอนก่อนมีน้อง..แววตาผิดกันเลย

ยิ่งมาดสมัยก่อน มาดมั่นๆนี่ไม่เหลือเลย กลายเป็นเด็กขาดความมั่นใจไปซะงั้น
ดูมาดสมัยก่อนสิครับ..มาดมั่นๆที่เคยเป็นหายหมด
น่าเครียดมั้ย

จะเห็นสายตาเด็กที่เคย fresh สดใส หมองลงอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงแรกๆ ผมบอกได้เลยว่า..
นายป่านไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าทำไมคุณแม่ไม่อุ้มเขา
(จะอุ้มยังไงเพิ่งผ่าตัดเย็บแผลมาหยกๆ..อูยย)
แต่เด็กเกือบสามขวบยังไม่ค่อยเข้าใจหรอกครับเรื่องแบบนี้

แถมเรื่องสำคัญ..ผมมองสายตานายป่าน
มันเ็ต็มไปด้วยคำถามว่า..
ทำไมคุณแม่อุ้มน้องได้แต่ไม่อุ้มเขา(วะ)…555

แล้วจะแปลกอะไรที่เขาจะรู้สึกต่อต้านน้องขึ้นมา..
แถมใครๆมาก็สนใจแต่น้องธณ..
เอ..มันชักไงๆกันเนี่ย..
นายป่านก็มีหัวใจนะ..เง้อ..

นายธณก็หน้าตา่ชวนผู้ใหญ่เอ็นดุเหลือเกิน..

เนี่ยแหละครับ..ถ้าไม่ไหวทันสังเกตเห็นก่อนตั้งแต่เริ่ม
แล้วทิ้งไว้อีกนานล่ะก็เกิดฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึก..
อนาคตโตขึ้นแย่แน่..

ก็ได้อาศัยเอารูปถ่ายให้ดูนี่แหละครับจึงได้ความร่วมมือจากผู้ใหญ่คนอื่นๆ..
ไม่สังเกตเห็นด้วยตาไม่รู้หรอกครับ..

(รออ่านตอนต่อภาค 2 นะครับ เดี๋ยวมาเล่าต่อ..555)

ปุบปับก็ได้พาเจ้าสัวกับน้องธณไปเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาครับ

เ็ป็นวันบังเอิญอีกวันที่เสร็จงานบ่ายสองแล้วขับรถบึ่งตามเพื่อนไปเที่ยว
เขาบอกไปตลาดน้ำอัมพวากัน..

อัมพวาอยู่ไหน ไปทางไหน ไม่เคยไปมาก่อน..แต่อยากไปชะมัด

เช่นเคยครับที่จะต้องขนกันไปสี่คนพ่อแม่ลูก แถมไปแบบไม่ได้เตรียมเสื้อผ้า
แต่คุณลุกนี่มีกระเป่าสำรองอยุ่ในรถประจำอยู่แล้ว
สองคนพ่อแม่นี่สิ…แฟนบ่นกระจุยเพราะไม่รุ้ว่าจะไป ตจว.ด้วยซ้ำ
หันไปบอกว่าไปคำเดียว..555

ขับรถไปตามเส้นกาญจนาภิเษกอกกพระรามสองไปไม่ไกลอย่างที่คิด
แป๊บเดียวก็ถึงสมุทรสงครามครับ ชั่วโมงเดียวถึง

พอเข้าตัวจังหวัดทะลุออกเส้นทางเดียวกับตลาดน้ำดำเนินสะดวก
(นี่ก็ไม่เคยไป)
บรรยากาศร่มรื่นต่างจากจังหวัดอื่นบอกไม่ถูกครับ
กำลังคิดว่า..สงสัยจะคิดไปเอง
แฟนก็พูดแบบเดียวกะที่เราคิดพอดี

ตลาดน้ำอัมพวาอยู่ใกล้ๆกับตลาดน้ำดำเนินสะดวก ต่างกันที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกมีช่วงเช้าถึงเที่ยง
ส่วนตลาดน้ำอัมพวาเริ่มตอนเย็นๆค่ำ

ระยะทางไม่ไกลขับพอเพลินๆแผลบเดียวก็ถึง
ผมออกตอนบ่ายสองกว่าๆ ประมาณสี่โมงก็ถึงครับ
ลงรถเสร็จ จะเอาตาธณลงรถเข็น ปรากฏว่าตาป่านยึดรถครับ เอาลงปั๊บโดดขึ้นปั๊บทำตาแป๋ว
สรุปมือนึงอุ้มตาธณ อีกมือเข็นรถ คุณแม่เค้าหัวเราะแทนที่จะมาช่วย
ปล่าวหรอก วิ่งมาถ่ายเป็นที่ระลึกไว้ให้เด็กๆดูตอนโตถึงความทุลักทุเล…555

เพิ่งรู้ว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนคึกคักมากแห่งหนึ่ง มีรีสอร์ทริมคลองบรรยากาศดีดีมากมาย
บรรยากาศร่มรื่น สบายๆเหมาะกับการพักผ่อน

ตลาดน้ำอัมพวามีของกินรายทางมากมายจนเลือกไม่ถูกครับ

แต่ที่แนะนำ คือ ปลาทูแม่กลอง ฉายา “หน้างอ คอหัก” ตัวเล็กๆตัวนึงตก 20 บาท แต่…
ถ้าได้ลองลิ้มปลาทูสดๆที่นี่ทอดหอมกรุ่นๆละก็ ตัวละแค่ 20 บาทแสนคุ้ม..

ต้องระวังอย่างหนึ่งคือจะเผลอซื้อหมดกระเป๋า หรือเผลอซื้อเกินกำลังที่จะกินหมด
แนะนำให้ซื้ออย่างละนิด ถ้าอยากชิมให้ทั่วๆ
(สังเกตพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ใส่ทองเส้นโตๆเกือบทุกคน..แปลว่าที่นี่เศรษฐกิจดีมาก)

ช่วงตลาดน้ำจริงๆ สั้นๆและเล็ก แต่กลับทำให้บรรยากาศโดยรวมคึกคักและจอแจ
ได้บรรยากาศแบบนักเที่ยว แถมหลายๆร้านริมน้ำตกแต่งได้บรรยากาศมาก


ในคลองเล็กๆเรือจอแจ แต่ละลำเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว สลับกับเรือแม่ค้าพ่อขายที่ล่องไปมา
มันพลุกพล่าน และดูคึกครื้นดีจริงๆครับ

นายป่านนี่เดินลุยถึงไหนถึงกันด้วยความตื่นตาตื่นใจ
ส่วนนายธณอายุครบสามเดือนเต็มพอดี สมบุกสมบันมาก แต่ไม่มีอาการกวนสักแอะ
เรียกว่าให้ความร่วมมือดีมาก

ใครที่ว่างๆและมีเวลาพักผ่อนสั้นๆ ที่นี่ก็น่าจะเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ไกลกรุงเทพและเหมาะมาก สำหรับการเปลี่ยนบรรยากาศ โดยเฉพาะคนที่ชอบถ่ายรูป เพราะรอบๆตัวมีแต่บรรยากาศที่น่าถ่ายทั้งนั้นเลย

มีโอกาสไปเที่ยวกันครับ..

วันนี้งานยุ่งครับ ตั้งใจว่าจะพานายป่านไปเที่ยวเขาดิน
เนื่องจากชอบดูสารคดีมาก เลยคิดว่าน่าจะพาไปดูสัตว์ตัวจริงเสียที
แต่กว่าจะว่างปาเข้าไปบ่ายสามโมงกว่า..

มีเวลาเหลือแค่ 3 ชม.ก่อนสวนสัตว์ปิด
ระยะทางจากลาดหลุมแก้ว แยกนพรัตน์ ถึงสวนสัตวดุสิตประมาณ 60 โล
แต่ตัดสินใจแล้วว่ายังไงก็ต้องพาไปตามสัญญา

ขยับขับรถออกจากลาดหลุมแก้วไปได้อย่างลื่นไหล
ทะลุผ่านถนนราชพฤกษ์ เข้าปิ่นเกล้า ช่วงนี้ไปได้เร็วกว่าี่คิดครับ
ตอนแรกว่าจะทะลุผ่านซังฮี้ แต่ตัดสินใจพลาดไปออกพระราม 8
ผลก็คือ…ติดแหงกครับ
อยู่บ้านนอกก็งี้ ลืมไปทุกทีว่าในเมืองรถติด..แฮ่ม

ถึงเขาดินสี่โมงครึ่ง เวลาปิดหกโมง
งานนี้พาตะลุยแบบนอนสตอปให้ครบๆไว้ก่อน
ทำเวลาสุดๆ

สงพ่ลูกท่งเขาดิน มีคุณแมุ่้มน้งธณเดินตามเป็นตากล้ง

เี่ที่ยวนี้ได้ถ่ายเ็ป็นคลิปไว้ด้วยด้วยฝีมือคุณแม่..
ติดตามดูจากคลิปนี้ได้เลยครับ เล่าด้วยภาพแล้วกัน

 

วันนี้นายป่านรื่นเริงเป็นพิเศษ
และก็เป็นวันที่ได้ภาพนายป่านอามรมณ์รักน้องมาอวดด้วยครับ
ภาพหลักฐานเ็ป็นวีดีโอเช่นเคย ถ่ายตอนก่อนเป่าเค้ก

 

ตอนนี้ลงทุนจด web ของตัวเองเลยครับ
จะเรียกว่างานอดิเรกตอนนี้คือการเล่นบลอกก็ว่าได้

บลอกนี่สนุกดีนะครับ โดยเฉพาะ wordpress นี่รองรับเยอะมาก

ภายที่ถ่ายจากกล้อง nokia เป็น 3gp เอามาลงได้เลยโดยไม่ต้องแปลง
สะดวกดี

คราวนี้ก็ถึงวาระเวลา Happy birthday

 

ความสุขอยู่ใกล้ตัวนิดเดียวเอง
ถ้าครอบครัวอบอุ่น

ปล.คราวหน้าจะมาเล่าว่าทำอย่างไรนายป่านจึงกลับมารักน้อง

การปรับเปลี่ยนทัศนคติของเด็ก ผมว่าไม่ยากนะ
แต่ต้องละเอียดอ่อนและใส่ใจ

การใส่ใจสังเกตเด็กนั้นสำคัญมาก
ก่อนที่พ่อแม่จะทำอะไรต้องรู้จักธรรมชาติที่เขาเป็นให้ได้เสียก่อน
ไม่งั้นเขาเรียกว่าเกาไม่ถูกที่คัน..ว่ามั้ยครับ

เ็ด็กชายธณ

กุมภาพันธ์ 12, 2007

ธณ จิระบุญยานนท์

Name : Thana girabooyanon
Birthdate 4 Dec 2006 13.27 PM

ชื่อ ธณ จิระบุญยานนท์ อายุ 2 เดือน
เกิดวันที่ 4 ธันวาคม 2549 เวลา 13.27 น.

ลูกชายคนที่สองครับ ตอนนี้ น้องเจ้าสัว
หรือตาป่านของผมที่เคยเลี้ยงมาแบบลูกคนเดียวมาตลอด
จะต้องปรับตัวใหม่ในฐานะพี่คนโตเสียแล้ว

ดูแล้วก็ไม่ง่ายทีเดียว

ดูหน้าเค้าสิ…555

ป่าน ,ธณ จิระบุญยานนท์

ลูกชายคนโตผมคนนี้ชื่อ ป่าน ครับ
มีความสามารถพิเศษเหมือนเด็กไฮเปอร์ทั่วไป
คือ ไม่หยุดนิ่ง หรือจะเรียกว่าอยู่นิ่งๆเฉยๆไม่เ็ป็นกับเขาเท่าไหร่ครับ

Image Hosted by ImageShack.usImage Hosted by ImageShack.us

การเลี้ยงเด็กไฮเปอร์ออกจะหนักหน่อยสำหรับผู้ปกครองที่ขี้เกียจ..แฮ่ม
หรือผู้ใหญ่ที่มีเวลาให้ลูกน้อยเนื่องจากภาระหน้าที่การทำงาน
หรือต้องให้เวลากับเรื่องอื่นๆในชีวิตเยอะ

แต่อาจเพราะมันมีความสุขกับการอยู่กับลูก
มันก็เลยมีแรงจูงใจสูงที่จะให้เวลาเขา

อายุจะ 3 ขวบ วันที่ 27 กพ.นี้ แล้วก้มีน้องชายอีกหนึ่งพระหน่อ อายุ 3 เดือน

การมีลูกทำให้ผมได้สังเกตเด็กที่กำลังโตอย่างละเอียด
จนผมรู้สึกว่า นิสัยของคนน่ะ มีพื้นฐานบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวตั้งแต่เกิดนะ

อาจจะมีเรื่องของสภาพแวดล้อม และจังหวะการเติบโตด้วยบ้าง
แต่แกนหลักก็คือนิสัยของเขาเองที่เป็นมาตั้งแต่เกิด

ช่วง 1-3 ขวบ จะมีหลายๆสิ่งที่มีผลต่อจิตสำนึกของเขาเอง
และจะเป็นบุคลิกภาพพื้นฐานของเขาเองจริงๆ
ที่ต่อให้โตขึ้นอีกเท่าไหร่
ลักษณะนิสัยเขาตรงนี้จะไม่หายไป

อาจจะไม่แสดงออกเพราะด้วยเหตุผลของการรู้จักตนเองในอนาคต
หรือเก็บซ่อนไว้ส่วนตัว

แต่เขาก็จะเป็นเขาแบบที่เป็นมาตั้งแต่เกิดนั่นแหละ..