ถั่วในกำมือลิง

กุมภาพันธ์ 28, 2007

ถั่วในกำมือ

พระพุทธองค์ตรัสว่า จิตของคนเรานั้น เหมือนกับลิง เราจึงเรียนรู้เรื่องจิตใจของเราได้มากมายจากพฤติกรรมของลิง

 

ลิงนั้นเกลียดกะปิมาก คงจำกันได้ว่าตอนที่แล้วเราพูดกันเรื่องนี้ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อไหร่ มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือ จนกว่ากลิ่นกะปิจะหาย ในที่สุดกลายเป็นว่า กะปิถึงจะร้ายสำหรับลิง แต่ก็ไม่ร้ายเท่ากับความเกลียดกะปิ ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะ ไม่ใช่เพราะกะปิ แต่เพราะความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก


สิ่งที่เราเกลียดนั้น บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่ากับความเกลียดชังในจิตใจของเรา ความเกลียดชังหรือพูดให้ถูกคือความรู้สึกอยากผลักไส ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว จึงเป็นเจ้าตัวร้ายที่เราต้องระวังให้มาก ๆ แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น นอกจากความอยากผลักไสแล้ว ความติดยึดเป็นอีกสิ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน

กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที

 

ในอินเดียบางแห่ง ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน เพราะมันชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง กับดักของชาวบ้านก็คือ กระบอกไม้ไผ่ซึ่งตันทั้ง ๒ ข้าง แต่ข้างหนึ่งเจาะเป็นรูเล็ก ๆ พอให้ลิงลอดมือเข้าไปได้

 

ในกระบอกมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิงวางไว้เป็นเหยื่อล่อ

 

วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน เห็นถั่วอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ ก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว แต่พอถอนมือออกก็ติด เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่ารูที่เจาะไว้ ลิงพยายามดึงมือเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่ออกกระบอกคามืออยู่อย่างนั้น พอชาวบ้านมาจับ มันก็ปีนขึ้นต้นไม้ไม่ได้ เพราะเหลือมือเปล่าอยู่ข้างเดียว ลงท้ายมันก็ถูกคนจับได

ลิงหาได้เฉลียวใจไม่ว่า เพียงแค่มันคลายมือออกเท่านั้น ก็เอาตัวรอดได้ แต่เพราะมันยึดถั่วไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย มันจึงต้องเอาชีวิตแลก

 

มีหลายสิ่งที่เราอยากได้ใฝ่ฝัน จนถึงกับยึดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น เวลาประสบปัญหา เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดนั้นเสียปัญหาก็คลี่คลาย แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย มันจึงเกิดผลเสียหายตามมามากมาย ไม่คุ้มกับสิ่งที่เรายึดไว้เลย

 

ความจริง การอยากผลักไสอะไรสักอย่าง ก็เป็นการติดยึดอีกแบบหนึ่งนั่นเอง ทั้ง ๆ ที่ลิงพยายามถูเพื่อกำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดมหากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า รู้ทั้งรู้ว่ากลิ่นกะปินั้นเหม็น แต่ก็ดมมือไม่ยอมเลิกง่าย ๆ

 

ในทำนองเดียวกัน ไม่ว่าเราจะเกลียดกลัวอะไรหรือโกรธใคร ก็มักดึงสิ่งนั้นหรือคนนั้นเข้ามาในจิตใจให้ครุ่นคิดเสมอ ไม่ยอมปล่อยไม่ยอมวางเสียที ทั้ง ๆ ที่ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์

 

ปล่อยวางเสีย แล้วใจเราจะเบาขึ้นมาเป็นกอง

 

ความทุกข์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพราะพลัดพรากจากสิ่งที่รัก หรือประสบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ที่มันบีบคั้นกดทับจิตใจของเราไม่หยุดหย่อนเสียที ก็เพราะเราไปยึดไปแบกมันเข้าไว้ทั้งวันทั้งคืนมิใช่หรือ

 

ในหลายกรณี ความทุกข์ก็มิได้มาจากไหน

 

หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย ดังเจ้าลิงหวงถั่วนั่นเอง

ที่มา http://www.khonnaruk.com/html/verandah/happy/happy_13.html

วางสักพัก ค่อยถือใหม่

กุมภาพันธ์ 28, 2007

แก้วนี้หนักมั้ย…?

วิทยากรท่านหนึ่ง
เขาได้ยกน้ำขึ้นมาหนึ่งแก้ว แล้วถามผู้ฟังว่า
“คุณคิดว่าแก้วนี้น่ะหนักมั๊ย???”

มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณถือมันนานแค่ไหน

ก็ถ้าคุณถือแค่ซักนาทีนึง ….. มันก็ยัง OK นะ
ถ้าคุณถือจนชั่วโมงนึง …… นั่นก็จะทำให้ปวดแขนได้
แต่ถ้าถือไว้ซักวันนึงล่ะ ….. ที่นี้คุณจะต้องเรียกรถพยาบาลแน่ๆ

มันก็น้ำหนักเท่าเดิมแหละนะ ..
แต่ว่ายิ่งคุณถือไว้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งหนักเท่านั้น

ถ้าคุณแบกภาระนั้นไว้ตลอดเวลา
ไม่ช้าก็เร็ว เราก็จะไม่สามารถที่จะแบกรับมันได้อีก
แล้วภาระนั้นก็จะเพิ่มขึ้น..
สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ วางแก้วลง ผ่อนคลายซักครู่
แล้วค่อยถือมันอีกครั้ง..

เราต้องปล่อยวางภาระต่างๆ บ้าง แล้วเราจะได้รู้สึกสดชื่นขึ้น
เพื่อที่จะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้..
เมื่อกลับบ้านแล้ว จงวางภาระต่างๆ ที่ๆ ทำงานไว้
อย่าแบกภาระนั้นกลับไปด้วย
เพราะยังไงก็ตาม..
คุณก็สามารถจะแบกมันได้อีกครั้งในวันพรุ่งนี้ ..

พัก และ ผ่อนคลายเสีย…

ที่มา :ชีวิตงาม ลุงแอ๊ด ห้องสาระ บอร์ดบีบี

เก็บไว้สอนลูก

กุมภาพันธ์ 28, 2007

ตะปูแห่งการเรียนรู้

มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1
ถุง และบอกกับเขาว่า ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัว
เข้าไปกับรั้วที่หลังบ้านวันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเข้าไปที่รั้วหลังบ้านถึง
37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ก็ลดจํานวนลง น้อยลง
น้อยลงๆ เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ง่ายกว่าการ
ตอกตะปูตั้งเยอะ และแล้ว หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น
เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ และบอกกับพ่อของเขาว่าเขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเอง
ได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา

พ่อยิ้ม และบอกกับลูกชายของเขาว่า
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์
ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง วันแล้ววันเล่า
เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออก ทีละตัว จาก 1 เป็น 2 จาก2 เป็น3 จนในทีสุด
ตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก จนหมด เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า
ฉันทำได้ ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้ว
หลังบ้าน และบอกกับลูกว่า ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ
เจ้าเห็นหรือไม่ว่า รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น จำไว้นะลูก

เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล
เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน ต่อให้ใช้คำพูด ว่าขอโ ทษสักกี่หน
ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้
และจงจดจำไว้เสมอว่า คำขอโทษไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม
แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น คือ รอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้ …… ตลอด

ที่มา : กระทู้ชีวิตงาม ลุงแอ๊ด

วันนี้งานยุ่งครับ ตั้งใจว่าจะพานายป่านไปเที่ยวเขาดิน
เนื่องจากชอบดูสารคดีมาก เลยคิดว่าน่าจะพาไปดูสัตว์ตัวจริงเสียที
แต่กว่าจะว่างปาเข้าไปบ่ายสามโมงกว่า..

มีเวลาเหลือแค่ 3 ชม.ก่อนสวนสัตว์ปิด
ระยะทางจากลาดหลุมแก้ว แยกนพรัตน์ ถึงสวนสัตวดุสิตประมาณ 60 โล
แต่ตัดสินใจแล้วว่ายังไงก็ต้องพาไปตามสัญญา

ขยับขับรถออกจากลาดหลุมแก้วไปได้อย่างลื่นไหล
ทะลุผ่านถนนราชพฤกษ์ เข้าปิ่นเกล้า ช่วงนี้ไปได้เร็วกว่าี่คิดครับ
ตอนแรกว่าจะทะลุผ่านซังฮี้ แต่ตัดสินใจพลาดไปออกพระราม 8
ผลก็คือ…ติดแหงกครับ
อยู่บ้านนอกก็งี้ ลืมไปทุกทีว่าในเมืองรถติด..แฮ่ม

ถึงเขาดินสี่โมงครึ่ง เวลาปิดหกโมง
งานนี้พาตะลุยแบบนอนสตอปให้ครบๆไว้ก่อน
ทำเวลาสุดๆ

สงพ่ลูกท่งเขาดิน มีคุณแมุ่้มน้งธณเดินตามเป็นตากล้ง

เี่ที่ยวนี้ได้ถ่ายเ็ป็นคลิปไว้ด้วยด้วยฝีมือคุณแม่..
ติดตามดูจากคลิปนี้ได้เลยครับ เล่าด้วยภาพแล้วกัน

 

วันนี้นายป่านรื่นเริงเป็นพิเศษ
และก็เป็นวันที่ได้ภาพนายป่านอามรมณ์รักน้องมาอวดด้วยครับ
ภาพหลักฐานเ็ป็นวีดีโอเช่นเคย ถ่ายตอนก่อนเป่าเค้ก

 

ตอนนี้ลงทุนจด web ของตัวเองเลยครับ
จะเรียกว่างานอดิเรกตอนนี้คือการเล่นบลอกก็ว่าได้

บลอกนี่สนุกดีนะครับ โดยเฉพาะ wordpress นี่รองรับเยอะมาก

ภายที่ถ่ายจากกล้อง nokia เป็น 3gp เอามาลงได้เลยโดยไม่ต้องแปลง
สะดวกดี

คราวนี้ก็ถึงวาระเวลา Happy birthday

 

ความสุขอยู่ใกล้ตัวนิดเดียวเอง
ถ้าครอบครัวอบอุ่น

ปล.คราวหน้าจะมาเล่าว่าทำอย่างไรนายป่านจึงกลับมารักน้อง

การปรับเปลี่ยนทัศนคติของเด็ก ผมว่าไม่ยากนะ
แต่ต้องละเอียดอ่อนและใส่ใจ

การใส่ใจสังเกตเด็กนั้นสำคัญมาก
ก่อนที่พ่อแม่จะทำอะไรต้องรู้จักธรรมชาติที่เขาเป็นให้ได้เสียก่อน
ไม่งั้นเขาเรียกว่าเกาไม่ถูกที่คัน..ว่ามั้ยครับ

Hello world!

กุมภาพันธ์ 25, 2007

ยินดีต้อนรับครับ

สังคมอินเตอร์เน็ตเป็นสังคมที่เข้าหากันได้ไว..
จากคนแปลกหน้าที่ใช้ชีวิตต่างกันกลับเชื่อมหากันได้
คนไม่รู้จักกลายเป็นคนรู้จัก

อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางที่ดี แ่ต่ที่สุดก็อยู่ที่คนใช้
ใครรู้ว่าควรใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ ก็คุ้ม

ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักระมัดระวัง
เพราะคนใช้มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

อินเตอร์เน็ตเป็นโลกของความรู้
เป็นโลกอีกใบที่มีสีสัน
และกลายเป็นส่วนหนึ่งของช่องทางการสื่อสาร
ที่ประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวัตถุประสงค์การใช้งานของคนได้มากมาย
ทั้งบันเทิง สังคม ซื้อขาย ค้นหาความรู้ ธุรกิจ ฯลฯ

โลกไซเบอร์ำกำลังพัฒนาและมีนวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดทุกๆวัน
เป็นเทคโนโลยีที่คนในรุ่นเราต้องเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากมัน

ยินดีครับที่ได้รู้จัก

จีระนันท์ จิระบุญยานนท์

เ็ด็กชายธณ

กุมภาพันธ์ 12, 2007

ธณ จิระบุญยานนท์

Name : Thana girabooyanon
Birthdate 4 Dec 2006 13.27 PM

ชื่อ ธณ จิระบุญยานนท์ อายุ 2 เดือน
เกิดวันที่ 4 ธันวาคม 2549 เวลา 13.27 น.

ลูกชายคนที่สองครับ ตอนนี้ น้องเจ้าสัว
หรือตาป่านของผมที่เคยเลี้ยงมาแบบลูกคนเดียวมาตลอด
จะต้องปรับตัวใหม่ในฐานะพี่คนโตเสียแล้ว

ดูแล้วก็ไม่ง่ายทีเดียว

ดูหน้าเค้าสิ…555

ป่าน ,ธณ จิระบุญยานนท์

ลูกชายคนโตผมคนนี้ชื่อ ป่าน ครับ
มีความสามารถพิเศษเหมือนเด็กไฮเปอร์ทั่วไป
คือ ไม่หยุดนิ่ง หรือจะเรียกว่าอยู่นิ่งๆเฉยๆไม่เ็ป็นกับเขาเท่าไหร่ครับ

Image Hosted by ImageShack.usImage Hosted by ImageShack.us

การเลี้ยงเด็กไฮเปอร์ออกจะหนักหน่อยสำหรับผู้ปกครองที่ขี้เกียจ..แฮ่ม
หรือผู้ใหญ่ที่มีเวลาให้ลูกน้อยเนื่องจากภาระหน้าที่การทำงาน
หรือต้องให้เวลากับเรื่องอื่นๆในชีวิตเยอะ

แต่อาจเพราะมันมีความสุขกับการอยู่กับลูก
มันก็เลยมีแรงจูงใจสูงที่จะให้เวลาเขา

อายุจะ 3 ขวบ วันที่ 27 กพ.นี้ แล้วก้มีน้องชายอีกหนึ่งพระหน่อ อายุ 3 เดือน

การมีลูกทำให้ผมได้สังเกตเด็กที่กำลังโตอย่างละเอียด
จนผมรู้สึกว่า นิสัยของคนน่ะ มีพื้นฐานบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวตั้งแต่เกิดนะ

อาจจะมีเรื่องของสภาพแวดล้อม และจังหวะการเติบโตด้วยบ้าง
แต่แกนหลักก็คือนิสัยของเขาเองที่เป็นมาตั้งแต่เกิด

ช่วง 1-3 ขวบ จะมีหลายๆสิ่งที่มีผลต่อจิตสำนึกของเขาเอง
และจะเป็นบุคลิกภาพพื้นฐานของเขาเองจริงๆ
ที่ต่อให้โตขึ้นอีกเท่าไหร่
ลักษณะนิสัยเขาตรงนี้จะไม่หายไป

อาจจะไม่แสดงออกเพราะด้วยเหตุผลของการรู้จักตนเองในอนาคต
หรือเก็บซ่อนไว้ส่วนตัว

แต่เขาก็จะเป็นเขาแบบที่เป็นมาตั้งแต่เกิดนั่นแหละ..