ปัญหาแบบไอสไตน์

มกราคม 30, 2007

ชื่อปัญหาก็บอกอยู่แล้วว่า ใช้วิธีคิดแบบไหน..

มีเพื่อนอยู่ 3 คนไปกินข้าว พอกินเสร็จ ก็เรียกพนักงานมาเก็บเงิน ทั้งหมด 25 บาท เพื่อน 3 คน ก็เลยควัก แบงค์ 10 คนละใบ รวมกันได้ 30 บาท ที่นี้ พอจะหารมันหารไม่ลงตัว กัน พนักงานก็เลยเสนอว่า “เอางี้นะครับ เงินทอน 5 บาท พี่เอาคืนกันไปคนละ 1 บาท แล้ว อีก 2 บาท ทิปให้ผม”

ขณะที่กำลังเดินทางกลับ มีเพื่อนคนนึงคิดขึ้นมาว่า เฮ้ย เราออกกันไป 9 บาท สามคน ก็ 27 บวกกับ เงินทิป2 บาท มันก็ได้ 29 แล้ว หายไปไหน บาทนึงว่ะ!!
ถามว่า เงินหายไปไหน 1 บาท

นึกไม่ออกจริงๆค่อยไปดูเฉลยข้างล่างครับ

โจทย์หลอกสมองครับ
ต้องถอยออกมาคิดก่อน

จ่ายค่าอาหาร 25
ให้ทิป 2
ตังทอน 3
รวม 30

ถ้ายังไม่ได้เล่นหรือคิดไม่ออก

นี่คือคำตอบของคำถาม ไอสไตน์ ครับ
Read the rest of this entry »

วันหนึ่ง คุณครูไห้นักเรียนเขียนรายงาน 7 สิ่งที่คุณคิดว่า
คือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในปัจจุบันนี้
ถึงแม้จะมีบางอย่างที่ไม่เป็นเอกฉัน แต่ก็สามารถสรุปได้ดังนี้

1.ปีรามิคแห่งอียิปต์
2.ทัชมาฮาล
3.แกรนแคนยอน
4.คลองปานามา
5.ตึกเอ็มไพรท์สเตท
6.มหาวิหารเซ็นต์ปีเตอร์
7.กำแพงเมืองจีน

ขณะนั้น ครูก็สังเกตุเห็นนักเรียนคนหนึ่ง ยังตอบไม่เสร็จสักที
จึงถามไปว่ามีปัญหาอะไรหริอเปล่า
นักเรียนหญฺงคนนั้นก็ตอบว่า “มีนิดหน่อยค่ะ หนูตัดสินใจไม่ถูกเพราะมีมากมายเหลือเกิน” คุณครูจึงพูดว่า “งั้นลองบอกพวกเราหน่อยสิ ว่าหนูรวบรวมได้อะไรบ้าง
เพื่อพวกเราจะได้ช่วยได้”
เด็กน้อยรู้สึกรังเรและตอบว่า “หนูคิดว่า สิ่งมหัศจรรย์ 7 อย่างของโลกคือ

1.การมองเห็น
2.การได้ยิน
3.การสัมผัส
4.การรู้รส
5.การรู้สึก
6.การหัวเราะ
7.ความรัก

ทั่งทั้งห้องเงียบสงัด ขนาดสามารถได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตกสัมผัสพื้น
สิ่งมหัสจรรย์ที่สุดที่เรามองข้ามไปนั้นคือ สิ่งที่เรียบง่ายและธรรมดามาก
และเพื่อเป็นการเตือนความทรงจำแบบง่ายๆจึงอาจกล่าวได้ว่า
“สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรานั้น
ไม่สามารถสร้างขึ้นด้วยมือ และหาซื้อได้โดยมนุษย์ คือสิ่งมหัศจรรย์”

ผมได้เจอบทความที่น่าสนเลยอยากนำมาฝากนะครับ

เคยนั่งนึกเล่นๆว่า สมมติมีเสาใหญ่กลมๆ สูงเท่าตึก 3 ชั้น มีรูปวาดรอบเสา
แล้วมีคน 10 คนยืนรอบๆ มองขึ้นไปที่เสา
แต่ละคนจะเห็นภาพบนเสาต่างกันไป ตามตำแหน่งที่ตัวเองยืน

เรายืนมุมนี้ เราจะเห็นภาพแบบนี้
อีกคนยืนถัดจากเราไป จะเห็นภาพอีกแบบหนึ่งซึ่งต่างจากเรา
จะต่างมากต่างน้อย ขึ้นอยู่กับยืนห่างจากเราไปมากน้อยแค่ไหน
(ตรงนี้ก็ประมาณเหมือน นิสัย ทัศนคติ ประสบการณ์ ว่าใกล้กันแค่ไหน)
โดยเฉพาะคนที่ยืนด้านตรงข้ามกับเรา ก็จะเห็นต่างจากเราโดยสิ้นเชิง

รู้สึกว่ามันเหมือนเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันเลย
บางครั้ง คนเราพูดอะไรออกไป ด้วยความคิดเห็นที่ต่างกัน
เพียงเพราะเรายืนกันคนละตำแหน่ง
ไม่ได้มีเจตนาจะต่อต้าน ต่อว่า หรือขัดแย้ง ฯลฯ

ถ้าเราแต่ละคน ไม่ยอมรับว่าการที่คนอื่นยืนในตำแหน่งที่ต่างจากเรา
ทำให้มองเห็นภาพต่างกันกับเรา
โอกาสที่เราจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูด ก็ยาก

ถ้าเราแต่ละคนไม่เปิดใจ ยอมลองก้าวเดินจากตำแหน่งเดิมของเรา
โอกาสที่เราจะรู้ว่า เสาเดียวกัน มีมุมมองที่แตกต่างกันได้ ก็มีน้อย

ที่มา : กระบี่หัก

ดูที่แบ๊งค์พัน..

มกราคม 30, 2007

ครรชิต : โอ้ยยย จนกรอบ จนกรอบ ทำไงดี ทำไงดี …
ฟัก : …
ครรชิต : สิ้นเดือนเงินเดือนออก … ต้นเดือนเงินหมดและ
ฟัก : …
ฟัก : หมดได้ไง
ครรชิต : ใช้หนี้อ่ะดิพี่
ฟัก : …
ฟัก : …
ฟัก : ใช้หนี้ทำไม
ครรชิต : ก็ผมเป็นหนี้อ่ะดิพี่ ถามได้
ฟัก : หนี้อะไร
ครรชิต : อ้าว ก็หนี้บัตรเครดิต ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนโทรศํพท์ โอย เยอะ
ฟัก : …
ครรชิต : …
ฟัก : รถอะไร
ครรชิต : บีเอ็มดับเบิ้ลวาย
ฟัก : …
ฟัก : โทรศัพท์อะไร
ครรชิต : โอทู โทรศํพท์ฉลาด น่ะ พี่รู้จักไหม
ฟัก : …
ฟัก : …
ฟัก : บ้านมึงเป็นแบบไหน
ครรชิต : ก็บ้านเดี่ยวธรรมดาอ่ะพี่ ๑๕๐ตารางวา ห้าร้อยห้องนอนแปดสิบห้องน้ำ
ฟัก : …
ฟัก : มึงเงินเดือนเท่าไหร่
ครรชิต : ก็สองหมื่นกว่าบาทน่ะพี่ ถามทำไม
ฟัก : มึงมีแบงค์พันอยู่กับตัวไหมไอ้ชิต
ครรชิต : มีพี่ ใบสุดท้ายของเดือนนี้พอดี
ฟัก : หยิบมา
ครรชิต : …
ครรชิต : อ่ะนี่ …
ฟัก : …
ฟัก : เอ็งเห็นอะไร …มั้ย

เครดิต : Bick Boonsinsukh

ปัญหาของ>ไอสไตน์<ฝึกสมอง

            มีบ้านอยู่ 5 หลัง ทุกหลังทาสีต่างกัน ในบ้านแต่ละหลังจะมีคน 1 ชนชาติอาศัยอยู่ คน 5 เชื้อชาตินี้จะดื่มน้ำแตกต่างกัน สูบบุหรี่ต่างยี่ห้อกัน และเลี้ยงสัตว์ต่างกัน

              คนที่เป็นชาวอังกฤษอยู่บ้านสีแดง
คนที่เป็นชาวสวีเดนเลี้ยงหมา
คนที่เป็นชาวเดนมาร์กดื่มชา
บ้านสีเขียวอยู่ทางซ้ายบ้านสีขาว
เจ้าของบ้านสีเขียวดื่มกาแฟ
คนสูบบุหรี่ยี่ห้อ Pall Mull เป็นคนเลี้ยงนก
เจ้าของบ้านหลังสีเหลืองสูบบุหรี่ยี่ห้อ Pun Hill
คนที่อยู่บ้านหลังกลางดื่มนม
คนที่เป็นชาวนอเวย์อยู่บ้านหลังแรก
คนที่สูบบุหรี่ยี่ห้อ Blends อยู่บ้านติดกับคนเลี้ยงแมว
คนที่สูบบุหรี่ยี่ห้อ Blue Master ดื่มเบียร์
คนเลี้ยงม้าอยู่ติดกับคนที่สูบบุหรี่ยี่ห้อ Pun Hill
คนที่เป็นชาวเยอรมันสูบบุหรี่ยี่ห้อ Prince
คนที่เป็นชาวนอเวย์อยู่ติดกับบ้านสีฟ้า
คนที่สูบบุหรี่ยี่ห้อ Blends เป็นเพื่อนบ้านกับคนที่ดื่มนม

               ใครเป็นคนเลี้ยงปลา ?

ไอสไตน์บอกว่าในโลกนี้มี 98 % ที่หาคำตอบไม่ได้ มีเพียง 2% ที่หาคำตอบได้ ถ้าคุณหาคำตอบไม่ได้ไม่ต้องตกใจคุณก็คือ 98 % นั้นเอง

ผมมีภาพๆหนึ่งเอามาให้ดูกัน

เป็นภาพหลอดยาสีฟันที่ถูกใช้แล้วครับ เห็นทีแรกไกลๆ ก็ไม่รู้สึกอะไรมากหรอกครับ เป็นภาพที่ติดอยู่บนบอร์ดที่โรงเรียนของลูก ระหว่างที่ยืนรอลูกๆ ลงมาจากห้องเรียนจึงได้อ่านข้อความที่ประกอบภาพนี้อย่างละเอียด
ภาพหลอดยาสีฟันที่เห็นนี้ต้องเรียกว่าเป็นหลอดยาสีพระทนต์ประวัติศาสตร์ เพราะนี่คือหลอดยาสีพระทนต์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เห็นแล้วรู้สึกเหมือนผมไหมครับความฉ่ำเย็นจากที่ไหนก็ไม่รู้อาบลงมากลางกระหม่อมเลย ภาพนี้ถูกตีพิมพ์เป็นโปสเตอร์โดยคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์ ครูที่โรงเรียนของลูกผมไปพบเข้าเลยนำมาถ่ายสำเนาติดบอร์ดให้เด็กนักเรียนได้ เรียนรู้และเข้าใจคำว่า “ประหยัด” ศาสตราจารย์พิเศษทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ทันตแพทย์ประจำพระองค์อดีตคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนเล่าให้ฟังว่า

“ครั้งหนึ่งทันตแพทย์ประจำพระองค์กราบถวายบังคมทูลเรื่องศิษย์ทันตแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบางคนมีค่านิยมในการใช้ของต่างประเทศและมีราคาแพง รายที่ไม่มีทรัพย์พอซื้อหาก็ยังขวนขวายเช่ามาใช้เป็นการชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งเท่าที่ทราบมามีความแตกต่างจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงนิยมใช้กระเป๋าที่ผลิตภายในประเทศเช่นสามัญชนทั่วไป ทรงใช้ดินสอสั้นจนต้องต่อด้าม แม้จนยาสีพระทนต์ของพระองค์ท่านก็ทรงใช้ด้ามแปรงพระทนต์รีดหลอดยาจนแบน จนแน่ใจว่าไม่มียาสีพระทนต์หลงเหลืออยู่ในหลอดจริงๆ
เมื่อกราบบังคมทูลเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า ของพระองค์ท่านก็เหมือนกัน และยังทรงรับสั่งต่อไปด้วยอีกว่า เมื่อไม่นานมานี้เองมหาดเล็กห้องสรงเห็นว่ายาสีพระทนต์ของพระองค์คงใช้หมดแล้ว จึงได้นำหลอดใหม่มาเปลี่ยนให้แทน เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบก็ได้ขอให้เขานำยาสีพระทนต์หลอดเก่ามาคืน และพระองค์ท่านยังทรงสามารถใช้ต่อไปได้อีกถึง 5 วัน จะเห็นได้ว่าในส่วนของพระองค์ท่านเองนั้นทรงประหยัดอย่างยิ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ทรงพระราชทานเพื่อราษฎรผู้ยากไร้อยู่เป็นนิจ พระจริยาวัตรของพระองค์ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึง พระวิริยะ อุตสาหะ ตลอดจนความประหยัดในการใช้ของอย่างคุ้มค่า หลังจากนั้น ทันตแพทย์ประจำพระองค์ได้กราบพระบาททูลขอพระราชทาน หลอดยาสีพระทนต์หลอดนั้นเพื่อนำไปให้ศิษย์ได้เห็นและรับใส่เกล้าเป็นตัวอย่าง เพื่อประพฤติปฏิบัติในโอกาสต่อๆ ไป ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทาน ส่งหลอดยาสีพระทนต์เปล่าหลอดนั้นมาให้ถึงบ้านทันตแพทย์ประจำพระองค์รู้สึกซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้ายิ่งเมื่อได้พิจารณาถึงลักษณะของหลอดยาสีพระทนต์เปล่าหลอดนั้นแล้ว ทำให้เกิดความสงสัยว่า เหตุใดหลอดยาสีพระทนต์หลอดนี้จึงแบนราบเรียบโดยตลอด คล้ายแผ่นกระดาษโดยเฉพาะบริเวณคอหลอดยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปเกือบถึงเกลียวคอหลอด เมื่อได้มีโอกาสเข้าเฝ้าอีกครั้งในเวลาต่อมาจึงได้รับคำอธิบายจากพระองค์ว่า หลอดยาสีพระทนต์ที่เห็นแบนเรียบนั้นเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีดและกด จนเป็นรอยบุ๋มที่เห็นนั่นเองและเพื่อที่จะขอนำไปแสดงให้ศิษย์ทันตแพทย์ได้เห็น เป็นอุทาหรณ์จึงได้ขอพระราชาอนุญาตซึ่งพระองค์ท่านก็ได้ทรงพระเมตตาด้วยความเต็มพระทัย”

ผมมีโอกาสได้ยืนมองดูรูปหลอดยาสีพระทนต์หลอดนี้อยู่เนืองๆ เวลาไปรอรับลูกที่โรงเรียนและเมื่อยิ่งดูก็ยิ่งได้รับรู้ถึงปรัชญาที่พระองค์ พระราชทานผ่านมาทางหลอดยาฯนี้แล้วผมก็พบว่าแก่นแท้ของการประหยัดมันอยู่ตรงนี้นี่เอง ไม่ใช่ไม่ยอมใช้เลย แต่ต้องรู้จักใช้ และต้องรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช้แบบเหลือทิ้งเหลือขว้าง

ตัดตอนจากคอลัมภ์คุยกับประภาส หนังสือพิมพ์มติชน
ภาพประวัติศาสตร์ โดย ประภาส ชลศรานนท์

ของลุงพีครับ

ผมต้องกราบขออภัยทุกๆท่านที่เป็นเจ้าของบทความดีๆ
ไม่ว่าท่านเหล่านั้น จะนำบทความต่างๆมาจากที่ใดก็ตาม
ด้วยเหตุที่ผมท่องเที่ยวเวียนวนอ่านบทความต่างๆในกระทู้ที่มีอยู่
แล้วรู้สึกถึงคุณประโยชน์ของบทความเหล่านั้นว่า
น่าจะมีผลดีในการที่จะนำมาขบคิด และพัฒนาความคิด
ในการดำรงค์อยู่อย่างผู้มีสติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อทุกผู้ทุกนาม
ที่ได้อ่าน ได้คิดตาม จึงจะขอรวบรวมไว้ในแหล่งเดียวกัน
หวังว่าทุกๆท่านคงเข้าใจในเจตนานะครับ

ข้อคิดจากเรื่องราวของ “ไอสไตน์”
ในห้องเรียนวันหนึ่ง ไอสไตน์ถามนักเรียนว่า
“มีคนซ่อมปล่องไฟสองคน กําลังซ่อมปล่องไฟเก่า พอพวกเขาออกมาจากปล่องไฟ
ปรากฏว่า คนหนึ่งตัวสะอาด อีกคนคัวเลอะเทอะ เต็มไปด้วยเขม่า
ขอถามหน่อยว่า คนไหนจะไปอาบน้ำก่อน”

นักเรียนคนหนึ่งตอบว่า
“ก็ต้องคนที่ตัวสกปรกเลอะเขม่าควันสิครับ”
ไอสไตน์ พูดว่า
“งั้นเหรอ คุณลองคิดดูให้ดีนะ คนที่ตัวสะอาด เห็นอีกคนที่ตัวสกปรก
เต็มไปด้วยเขม่าควัน เขาก็ต้องคิดว่าตัวเองออกมาจากปล่องไปเก่าเหมือนกัน
ตัวเขาเองก็ต้องสกปรกเหมือนกันแน่ๆเลย
ส่วนอีกคน เห็นฝ่ายตรงข้ามตัวสะอาด ก็ต้องคิดว่า ตัวเองก็สะอาดเหมือนกัน
ตอนนี้ ผมขอถามพวกคุณอีกครั้งว่า ใครที่จะไปอาบน้ำก่อนกันแน่”

นักเรียนคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นว่า
“อ้อ!ผมรู้แล้ว พอคนตัวสะอาดเห็นอีกคนสกปรก ก็นึกว่าตัวเองต้องสกปรกแน่
แต่คนที่ตัวสกปรก เห็นอีกคนสะอาด ก็นึกว่าตัวเองไม่สกปรกเลย
ดังนั้นคนที่ตัวสะอาดต้องวิ่งไปอาบน้ำก่อนแน่เลย ถูกไหมครับ”

ไอสไตน์มองไปที่นักเรียนทุกคน นักเรียนทุกคน ต่างเห็นด้วยกับคําตอบนี้
ไอสไตน์ค่อยๆพูดขึ้นอย่างมีหลักการและเหตุผล
“คําตอบนี้ก็ผิด ทั้งสองคนออกมาจากปล่องไฟเก่าเหมือนกัน
จะเป็นไปได้ไงที่คนหนึ่งสะอาด อีกคนหนึ่งจะสกปรก นี่แหละที่เขาเรียกว่า “ตรรก”

เมื่อความคิดของคนเราถูกชักนําจนสะดุด ก็จะไม่สามารถแยกแยะและหาเหตุผล
แห่งเรื่องราวที่แท้จริงออกมาได้ นั่นคือ “ตรรก”
จะหาตรรกได้ ก็ต้องกระโดดออกมาจาก “พันธนาการของความเคยชิน”
หลบเลี่ยงจาก “กับดักทางความคิด”
หลีกหนีจาก “สิ่งที่ทําให้หลงทางจากความรู้จริง”
ขจัด “ทิฐิแห่งกมลxxx”

จะหาตรรกได้ก็ต่อเมื่อ คุณสลัดหมากทั้งหมด ที่คนเขาจัดฉากวางล่อคุณไว้

ประวัติเพลงชาติไทย

เพลงชาติไทย เป็น สัญลักษณ์ ประจำชาติ แสดงความเป็น เอกราช ของชาติ ไม่เป็นเมืองขึ้นของใคร เป็นแหล่ง รวมใจของคนในชาติให้เป็นจุดเดียวกัน สร้างความรู้สึกสำนึกในความเป็นพี่น้อง สร้างความภูมิใจ ในศักดิ์ศรี สิทธิ เสรีภาพ ระหว่างคนในชาติ และเพื่อปลุกใจให้เกิดความรักชาติ

ความคิดเรื่องเพลงประจำชาติ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๔ โดยได้รับ อิทธิพลตะวันตก ซึ่งมีเพลง ประจำชาติมาก่อน โดยเฉพาะอิทธิพลจากประเทศอังกฤษ โดยนายทหารอังกฤษ ๒ คน ซึ่งเข้ามาเป็นครูฝึกทหารเกณฑ์ ในวังหลวงและวังหน้า ในปลายรัชกาลที่ ๔ ปี พ.ศ. ๒๓๙๕ ชื่อร้อยเอกอิมเปย์ (Impey) และร้อยเอกน๊อกซ์ (Thomas G. Knox) นายทหารอังกฤษทั้ง ๒ นายนี้ ได้ใช้เพลง กอดเสฟเดอะควีน (God Save the Queen) เป็นเพลงฝึกสำหรับทหารแตร และอังกฤษได้ใช้เพลงกอดเสฟเดอะควีนนี้ เป็นเพลงประจำชาติ

ในการฝึกทหารของไทยสมัยนั้น ใช้แบบอย่างของประเทศอังกฤษหมด ดังนั้นเพลง กอดเสฟเดอะควีน (God Save the Queen) จึงใช้เป็นเพลงเกียรติยศ ถวายความเคารพ ต่อพระมหากษัตริย์ ใช้สำหรับกองทหารไทยในระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๙๕ ถึง ๒๔๑๔ เรียกกันว่า “เพลงสรรเสริญพระบารมีอังกฤษ”

พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ได้ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นมาใหม่ โดยใช้เนื้อเพลงกอดเสฟเดอะควีนเดิม และตั้งชื่อเพลงขึ้นใหม่ว่า “จอมราชจงเจริญ” นับเป็นเพลงชาติฉบับแรกของประเทศสยาม

ในปี พ.ศ. ๒๔๑๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส เมืองสิงคโปร์ ในขณะนั้นสิงคโปร์ยังเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษอยู่ กองทหารดุริยางค์ สิงคโปร์บรรเลงเพลงกอดเสฟเดอะควีน เพื่อถวายความเคารพ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงตระหนักดีว่าประเทศ มีความจำเป็นจะต้องมีเพลงชาติที่เป็นของตัวเองขึ้น เพื่อแสดงถึงความเป็นเอกราชของชาติ
ครั้นเมื่อทรงเสด็จกลับถึงพระนคร จึงได้โปรดให้ตั้งคณะครูดนตรีไทยขึ้น เพื่อทรงปรึกษา หาเพลงชาติที่มีความเป็นไทย มาใช้แทนเพลงกอดเสฟเดอะควีน คณะครูดนตรีไทย ได้เลือก เพลงทรงพระสุบัน หรือเรียกอีกอย่างว่า เพลงบุหลันลอยเลื่อน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โดยนำมาเรียบเรียงใหม่ ให้มีความเป็น สากลขึ้นโดย เฮวุดเซน (Heutsen) นับเป็น เพลงชาติไทยฉบับที่สอง ใช้บรรเลงในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๑๔-๒๔๓๑

สำหรับ เพลงชาติไทยฉบับที่สาม คือเพลงสรรเสริญพระบารมี (ฉบับปัจจุบัน)ประพันธ์โดย ปโยตร์ สชูโรฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) นักประพันธ์ชาวรัสเซีย คำร้องเป็นพระนิพนธ์ของ สมเด็จฯ กรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ใช้บรรเลงเป็นเพลงชาติ ในระหว่างปี พ.ศ.๒๔๓๑-๒๔๗๕

เพลงชาติไทยฉบับที่สี่ คือ เพลงชาติมหาชัย ใช้เป็นเพลงชาติ ในระหว่างการ เปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยอาศัยทำนองเพลงมหาชัย ส่วนคำร้องนั้น ประพันธ์โดย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เพื่อใช้ขับร้อง และบรรเลงปลุกเร้าใจประชาชน ก่อให้เกิดความรักชาติและสร้างความสามัคคี ในระหว่าง ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

เพลงชาติไทยฉบับที่ห้า คือ เพลงชาติฉบับพระเจนดุริยางค์ ผู้ประพันธ์ทำนอง
มีคำร้องประพันธ์โดยขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ใช้เป็นเพลงชาติระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๔๗๗

เพลงชาติฉบับที่หก คือ เพลงชาติฉบับพระเจนดุริยางค์ ที่เพิ่มคำร้องของนายฉัน ขำวิไล เข้าต่อจากคำร้องของขุนวิจิตรมาตรา ใช้เป็นเพลงชาติระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘๒ เป็นเพลงชาติที่เป็นฉบับของทาง “ราชการ” ฉบับแร

เพลงชาติฉบับปัจจุบัน คือ เพลงชาติฉบับพระเจนดุริยางค์ ที่เปลี่ยนคำร้อง
ประพันธ์โดย พันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ใช้เป็นเพลงชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ กระทั่งปัจจุบัน ครั้งนั้นทางรัฐบาลได้ประกาศประกวด เพลงชาติขึ้นใหม่ ในเดือน กันยายน ผลประกวดปรากฏ ผู้ชนะได้แก่ นายพันเอกหลวง สารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ซึ่งส่งในนาม ของ กองทัพบก
รัฐบาล ได้ประกาศใช้เพลงชาติไทย ฉบับปัจจุบัน เมื่อ วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๒

ทำนอง : พระเจนดุริยางค์
คำร้อง : นายพันเอกหลวง สารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์)

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

เป็นประชารัฐผไทของไทยทุกส่วน

อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล

ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี

ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่

สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี

เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัย ชโย

ที่มา : http://www.banfun.com
โดยคัดลอก ดัดแปลงจาก ห้องสมุดทางทหาร กองทัพบกไทย และบทความของ ดร.สุกรี เจริญสุข

เป็นเรื่องของพี่ออ ครับ
เรื่องอันเป็นที่มาของ user name..ใช่แล้ว..stamp Read the rest of this entry »